วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

C) Experience : ทริปอินเดีย 0



     วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฏาคม พรุ่งนี้เช้าข้าพเจ้าก็จะได้เดินทางไปสำรวจโลก ณ ประเทศอินเดียร่วมกับพี่น้องผู้นำครน.อีกหลายท่าน การไปเที่ยวนี้เป็นการไปเยี่ยมชมงานพระเจ้าในประเทศอินเดีย ไม่เหมือนกับอีกหลายๆทริปในอดีตที่ได้เดินทางไปต่างประเทศเพื่อไปประชุมงานพันธกิจต่างประเทศ ไปเพื่อเยี่ยมเยียนคริสตจักรต่างๆที่อยู่ในความดูแลของประเทศไทย  หรือไปเพื่อบุกเบิกงานพระเจ้าในประเทศต่่างๆ ถ้าเป็นพระเมตตาของพระเจ้าที่จะทรงมอบงานพันธกิจต่างประเทศไว้ภายใต้การดูแลอีก ก็ขอพระองค์ทรงโปรดนำพาด้วยเถิด ในส่วนลึกในใจแล้วมีความคิดว่า งานพระเจ้าน่าจะเริ่มต้นที่ความหวังกรุงเทพฯก่อน เหมือนกิจการ 1:8 เริ่มที่กรุงเยรูซาเล็มก่อน แล้วจึงแพร่กระจายออกไปโดยรอบ ความคิดของข้าพเจ้าก็คิดเช่นนั้น เริ่มจากที่ความหวังกรุงเทพฯก่อน เริ่มทีละเล็กทีละน้อยจนคริสตจักรมีความเป็นหนึ่งเดียว มีความเชื่อเดียว มีนิมิตเดียว คริสตจักรมีกำลังเข้มแข็ง แล้วจึงค่อยขยายไปสู่ตามจังหวัดต่างๆ แล้วแพร่กระจายไปสู่งานต่างประเทศ ถ้าพระเป็นเจ้าทรงโปรด สิ่งที่อยู่ในใจคือพันธกิจชาติพันธุ์ ถ้าพระเจ้าทรงพระเมตตาให้ทำทั้งในไทยและในต่างประเทศ

     ครับ แล้วพบกันครับ ในคำอธิษฐาน ผมอยู่ทางโน้นก็จะอธิษฐานเผื่อพี่น้องทางนี้ด้วยเช่นกัน และมีอะไรที่พบเห็นในระหว่างวัน ตกเย็นมาก็จะนำมาบันทึกไว้ในบล็อกนี้ครับ

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ชีวิตพระเยซูคริสต์ : ผู้เชื่อใหญ่กว่ายอห์นบัพติสโต

     แบ่งปันต่อครับ


Luke 7:24 เมื่อ​ผู้สื่อข่าว​ทั้ง​สอง​ของ​ยอห์น​ไป​แล้ว ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​กับ​ประชาชน​ถึง​ยอห์น​ว่า “ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​ออกไป​ใน​ถิ่น​ทุรกันดาร​เพื่อ​ดู​อะไร มิใช่​ดู​ต้น​อ้อ​ไหว​โดย​ถูก​ลม​พัด​นะ​
Luke 7:25 ถ้า​อย่าง​นั้น​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​ไป​ดู​อะไร ดู​คน​นุ่ง​ห่ม​ผ้า​เนื้ออ่อน​นิ่ม​หรือ ดู​เถิด คน​นุ่ง​ห่ม​ผ้า​งดงาม​และ​อยู่​อย่าง​ฟุ่มเฟือย​ย่อม​อยู่​ใน​ราช​สำนัก​
Luke 7:26 แต่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ออกไป​ดู​อะไร ดู​ผู้เผย​พระ​วจนะ​หรือ แน่​ทีเดียว และ​เรา​บอก​ท่าน​ว่า ท่าน​นั้น​เป็น​ผู้​ประเสริฐ​ยิ่ง​กว่า​ผู้เผย​พระ​วจนะ​เสีย​อีก​
Luke 7:27 คือ​ยอห์น​นี้​แหละ​ที่​พระ​คัมภีร์​กล่าวถึง​ว่า เรา​ใช้​ทูต​ของ​เรา​ไป​ข้างหน้า​ท่าน  ผู้​นั้น​จะ​เตรียม​มรรคา​ของ​ท่าน​ไว้​ข้างหน้า​ท่าน
Luke 7:28 เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ใน​บรรดา​คน​ที่​บังเกิด​จาก​ผู้หญิง​มา​นั้น ไม่​มี​ผู้ใด​ใหญ่​กว่า​ยอห์น​ แต่​ว่า​ผู้​ที่​ต่ำ​ต้อย​ที่สุด​ใน​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​ก็​ใหญ่​กว่า​ยอห์น​เสีย​อีก”
Luke 7:29 (​ฝ่าย​คน​ทั้ง​ปวง​เมื่อ​ได้​ยิน​รวมทั้ง​พวก​เ​ก็​บ​ภาษี​ด้วย​ก็​ได้รับ​ว่า​พระ​เจ้า​ยุติธรรม โดย​ที่​เขา​ได้รับ​บัพติศมา​ของ​ยอห์น​แล้ว​
Luke 7:30 แต่​พวก​ฟาริสี​และ​พวก​บาเรียน​ไม่​ยอมรับ​พระ​ประสงค์​ของ​พระ​เจ้า​สำหรับ​เขา โดย​ที่​มิได้​รับ​บัพติศมา​จาก​ยอห์น​)
Luke 7:31 “เหตุ​ฉะนั้น​เรา​จะ​เปรียบ​คน​ยุค​นี้​เหมือนกับ​อะไร​ดี​
Luke 7:32 เปรียบ​เหมือน​เด็ก​นั่ง​ที่​กลาง​ตลาด ร้อง​แก่​เพื่อน​ว่า ‘พวก​ฉัน​ได้​เป่า​ปี่​ให้​พวก​เธอ และ​เธอ​มิได้​เต้นรำ พวก​ฉัน​ได้​พิลาป​ร่ำ​ไห้ และ​พวก​เธอ​มิได้​ตี​อก​ชก​หัว’
Luke 7:33 ด้วย​ว่า​ยอห์น​ผู้ให้​รับ​บัพติศมา​ก็​ไม่ได้​รับประทาน​ขนม​ปัง​หรือ​ดื่ม​เหล้า​องุ่น และ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ‘มี​ผี​เข้า​สิง​อยู่’
Luke 7:34 ฝ่าย​บุตร​มนุษย์​มา​ทั้ง​กิน​และ​ดื่ม และ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า ‘ดู​เถิด นี่​เป็น​คน​กิน​เติบ​และ​ขี้​เมา เป็น​มิตร​สหาย​กับ​คน​เ​ก็​บ​ภาษี​และ​คน​นอก​รีต’
Luke 7:35 แต่​พระ​ปัญญา​ก็​ปรากฏ​ว่า​ชอบ​แล้ว โดย​บรรดา​ผล​แห่ง​​พระ​ปัญญา​นั้น”

     หลังจากศิษย์ของยอห์นไปแล้ว พระเยซูได้ถามคนที่เหลืออยู่ว่า ท่านทั้งหลายเข้าไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อจะดูอะไร ถิ่นทุรกันดารก็คือถิ่นที่ยอห์นอยู่ ดูใน มาระโก 1:1-15 และใน ลูกา 1:12-80  ส่วนคำว่าดูในข้อที่ 24 และ 25 นั้น คนละคำกัน ดูในข้อ 24 คือดูอย่างใกล้ชิด ขณะที่ข้อ 25 เป็นคำว่าดูอย่างปกติ

     ท่านทั้งหลายไปดูอย่างใกล้ชิดทำไม ดูใกล้ชิดแสดงว่าต้องสนใจอย่างมาก เหมือนกับเราเวลาถ่ายรูประยะใกล้ เราต้องซูมเข้าไปใกล้ชิดเฉพาะเจาะจงเพื่อจะถ่ายรูป ไม่เหมือนการถ่ายรูปมุมปกติทั่วไปที่ไม่ได้โฟกัสไปที่ใด  ในภาพยอห์นตอนนี้ก็คงเช่นกัน พระเยซูคงจะถามว่าท่านไปในถิ่นทุรกันดาร ดูอย่างมีวัตถุประสงค์ ดูอย่างจดจ่อ มีจุดโฟกัสที่สนใจ ไม่ใช่ไปดูต้นอ้อไหวแน่ ไม่ได้ไปดูคนสวมผ้าอ่อนนุ่มซึ่งไม่ได้อยู่ในถิ่นทุึรกันดารแต่อยู่ในวัง  

     ท่านทั้งหลายไปดูใกล้ชิดดูอะไร ไปดูยอห์น ผู้เผยพระวจนะหรือ ใช่ ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ พระเยซูบอกว่ายอห์นใหญ่กว่าผู้เผยพระวจนะ เพราะเป็นผู้ที่มาเตรียมทางให้พระเยซู พระคัมภีร์ใช้คำว่า "ทูต" หรือผู้ส่งข่าวสาร เตรียมใจคน บอกให้รู้ว่าพระมาซีฮาจะมาแล้ว ลูกา 1:76-77 เตรียมทางแห่งความรอด พี่น้องต้องทราบความคิดของคนยิวก่อนว่า พวกเขารอคอยพระซีฮา(พระเมสสิยาห์) ยอห์น 4:35 หรือพระคริสต์แปลว่าผู้รับการเจิม  เขารอคอยเพราะในเวลานั้นเขาอยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน เขาไฝ่ฝันถึงผู้รับการเจิมที่จะมาปลดปล่อยพวกเขาจากอำนาจของโรมัน  แต่การรอคอยของเขานั้น เขารอคอยพระเมสสิยาห์ที่จะมาเป็นกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน เขาไม่คิดถึงพระเมสสิยาห์ที่จะมาเป็นแบบพระคริสต์ที่มาเกิดในรางหญ้า เป็นคนธรรมดา ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ชาวยิวในสมัยอดีตจนถึงสมัยปัจจุบันจึงปฏิเสธพระคริสต์และจับพระองค์ไปตรึงไว้ที่ไม้กางเขน เพราะเขาคิดไม่ถึง เขาไม่เข้าใจพระเจ้าที่จะมาในสภาพของผู้ต่ำต้อย

     พระเมสสิยาห์ที่จะมาเป็นกษัตริย์ปกครองแผ่นดินจะมาแน่ นั่นคือการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูคริสต์ แต่ชาวยิวตาไม่เปิดออกรับความจริงเรื่องนี้  แม้ยอห์นมาเป็นทูต ผู้ส่งข่าวสารนำหน้า ตามที่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้แล้วใน อิสยาห์ 40:3 ว่าพระเจ้าจะให้เขาเป็นผู้ที่มานำ้หน้า แล้วพระเมสสิยาห์จะมา และจะให้คนทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในขณะที่ยอห์นให้รับบัพติศมาด้วยน้ำแสดงถึงการกลับใจใหม่ แต่ชาวยิวจำนวนมากก็ไม่ฟัง และปฏิเสธพระคริสต์

     เมื่อผมเขียนมาถึงตรงนี้ ผมนึกถึงเพลงภาษาอังกฤษ จำไม่ค่อยได้แล้ว ร้องมาตั้งแต่เชื่อใหม่ๆ greater is he that is in me(3x) than he that is in the world.  

1John 4:4 Ye G5210 are G2075 of G1537 God G2316, little children G5040, and G2532 have overcome G3528 them G846: because G3754 greater G3187 is he that is G2076 in G1722 you G5213, than G2228 he that is in G1722 the world G2889.
1John 4:4 ลูก​ทั้ง​หลาย​เอ๋ย ท่าน​เป็น​ฝ่าย​พระ​เจ้า และ​ได้​ชนะ​เขา​เหล่า​นั้น เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ผู้​ทรง​อยู่​ใน​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​ใหญ่​กว่า​ผู้​นั้น​ที่​อยู่​ใน​โลก​

     ใครที่อยู่ในเราที่ใหญ่กว่าผู้ที่อยู่ในโลก  พระวิญญาณบริสุทธิ์ครับที่อยู่ในเรา ใหญ่กว่าผีมารซาตานที่อยู่ในโลก นี่ละมั๊งที่พระเยซูบอกว่า แม้ผู้ที่เล็กน้อยที่สุดในแผ่นดินพระเจ้าก็ใหญ่กว่ายอห์นเสียอีก เพราะเขาเหล่านั้นมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระวิญญาณของพระเจ้าที่อยู่ภายใน

     ข้อ 29 ข้อ 30 เป็นการตอบสนองของประเภทคนสองประเภท ข้อ 30 พวกฟาริสีและพวกบาเรียน พวกที่ทำทีเคร่งในหลักธรรม ทำทีดูสูงส่ง รับไม่ได้กับคำสอนของยอห์นที่มาบอกถึงพระคริสต์ที่จะมาในสภาพต่ำต้อย

     แล้วพระเยซูก็เปรียบกับคนในยุคสมัยนั้นว่า เปรียบเหมือนเด็กที่ทำอะไรก็อยากให้คนทำตาม เป่าปี่ก็หวังให้คนเต้นรำ ร้องไห้ก็หวังว่าจะมีคนร้องไห้ด้วย  พอยอห์นมา ไม่กินขนมปัง ไม่ดื่มเหล้าองุ่นก็ต่อว่า พระเยซูมาทั้งกินทั้งดื่มก็ต่อว่า แต่ว่าโดยสติปัญญา สิ่งที่ทำนั้นก็ชอบธรรมแล้ว สิ่งใดก็ตามที่เราทำแล้ว ชันสูตรแล้ว โดยพระวจนะ ไม่มีสิ่งใดผิด ก็ทำเถิด

     ดังนั้นสำหรับผมแล้ว ผมก็จะทำทุกสิ่งโดยใจวินิจฉัยผิดถูกชอบชั่วดีตามหลักพระวจนะ ผมไม่ต้องการทำสิ่งใดตามใจของใคร หรือทำตามแบบใคร  แต่ผมรับผิดชอบคริสตจักรและทำทุกสิ่งตามพระทัยพระคริสต์ อาเมน.. 

วันพุธที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

C) Experience : ทริปอินเดีย เยี่ยมงานพระเจ้าที่นั่น

รวมเรื่องทริปอินเดีย

     วันนี้เห็นแบนเนอร์ของcrusadeที่อินเดีย บอกว่ามีวันที่ 4-7 สิงหาคม ที่๋Jawaharlal Nehru International Stadium, Kaloor โดยอาจารย์สองท่านนั้นที่มาเป็นวิทยากรที่ค่ายของเรา  แต่ว่าเห็นเขียนเวลาไว้ว่า 10.00 น. และ 17.30 น. ??? งง..ครับ มีสองเวลาหรืออย่างไร  ไม่เคยเห็นครับ เคยเห็นแต่การประกาศกลางแจ้งที่จัดตอนกลางคืนครับ สมัยก่อนผมมาอยู่โบสถ์ความหวัง ผมจัดงานประกาศกลางแจ้งอยู่บ่อยๆ แต่ยังไม่มีสัีก งานเลยครับที่จัดตอนกลางวัน ดังนั้นพอมาเห็นสองเวลาดังที่ปรากฏอยู่นี้ ทำให้สงสัยอีกแล้วครับว่าเป็นการประกาศแบบใดกันนี่

     ชื่องานที่จัดนี้ชื่อว่า "Carnival of joy" ครับ เห็นชื่องานแล้วก็พอจะคาดเดาได้ครับว่า คงจะเป็นงานเฉลิมฉลองด้วยความชื่นชมยินดี เหมือนที่เราเห็นในค่ายฯของเราเป็นบางส่วนครับ

     ไปแล้วคงจะได้เห็นกันครับว่า ที่อินเดียเขาจัดกันอย่างไร

     ที่สเตเดี่ยมนี้จุคนได้ 50,000 คน สร้างขึ้นมาเมื่อปี 1996 ครับ


     ส่วนอีกที่หนึ่งก่อนจะมาที่งานประกาศนี้ ที่เป็นที่อยู่บนภูเขานั้น เขาให้เราไปเยี่ยมเด็กกำพร้าครับ ซึ่งเป็นงานที่อยู่ในความดูแลของคริสตจักรอ.มัทธิว ก็คงจะได้เห็นทั้งสองแบบครับ ทั้งงานสังคมทั้งงานประกาศ

     สุดท้ายแล้วก่อนไปอินเดีย คงเตรียมข้อมูลได้เท่านี้ครับ เท่าที่รู้  ดังนั้นไปก็คงได้เห็นโบสถ์ที่อ.มัทธิวดูแลอยู่ในKottayam เห็นงานด้านสังคมที่Kumali และเห็นงานประกาศที่Ernakulam การเดินทางไปเที่ยวนี้ไม่น่าจะต้องเผชิญอะไรที่ทำให้ต้องช๊อค เพราะดูจากโปรแกรมที่ศบ.จัดไว้ให้ (ศบ.คนนี้เป็นเจ้าของบริษัททัวร์ด้วย สงสัยโบสถ์อ.มัทธิวนี้ศบ.หลายๆคนแน่เลย เพราะมีสมาชิกอยู่ตามที่ต่างๆทั่วรัฐตั้งล้านคน) นั่งรถก็เป็นรถที่เขาเตรียมมาให้ ไม่ต้องไปขึ้นรถเมล์กับคนอินเดีย พักในโรงแรมไม่ได้ไปทานอาหารตามตลาด ฯลฯ ดังนั้น ผมก็เลยคาดว่าคงไม่เจออะไรที่ประหลาดๆครับ  ไว้ไปที่อินเดียแล้วจะเขียนมาเล่าให้ฟังทุกวันครับตอนเย็นว่าไปเจออะไรมาบ้าง  แล้วพบกันครับ ผมจะเดินทางเช้าวันศุกร์นี้ที่ 29 ไปถึงโน่นก็เย็นๆครับ ต้องรอเที่ยวบินของอีกกลุ่มด้วยกว่าจะมาถึงก็ทุ่มกว่า  กว่าจะเดินทางไปถึงโรงแรมก็คงดึกละครับ

     พระเจ้าอยู่ด้วยกับพี่น้องที่กทม.และจังหวัดต่างๆทุกท่านครับ

     แวะกลับมาบันทึกเส้นทางครับ เมื่อเราบินลงมาที่Kochi airport แล้ว เราลงใต้ไปจุดที่ไกลที่สุดก่อนคือที่Kottayam หลังจากนั้นไปขึ้นเขาซึ่งอยู่ไปทางด้านขวาไม่ไกล หลังจากนั้นเดินทางขึ้นเหนือไปKochi หรือ Ernakulam ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน


A) Word of God : วาระสุดท้าย กับ สิ้นยุค

     วันนี้ขอบันทึกเอาไว้สำหรับการสำแดงเปิดเผยให้เห็นความจริงบางเรื่องของคำในพระคัมภีร์

     คำแรก วาระสุดท้าย ผมสะดุดกับคำนี้มากตอนผมเตรียมเทศน์เพ็นเตคอสท์ ผมยกมาจากพระธรรมกิจการ 2:17-20


Acts 2:17 ‘พระ​เจ้า​ตรัส​ว่า​ใน​วาระ​สุดท้าย  เรา​จะ​เท​ฤทธิ์​เดช​แห่ง​พระ​วิญญาณ​ของ​เรา​โปรด​ประทาน​แก่​มนุษย์​ทั้ง​ปวง  บุตรา​บุตรี​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​กล่าว​คำ​พยากรณ์  คน​หนุ่ม​ของ​ท่าน​จะ​เห็น​นิมิต  และ​คน​แก่​จะ​ฝัน​เห็น
Acts 2:18 ​ใน​คราว​นั้น เรา​จะ​เท​ฤทธิ์​เดช​แห่ง​พระ​วิญญาณ​ของ​เรา​บน​ทาส​ทาสี​ของ​เรา  และ​คน​เหล่า​นั้น​จะ​กล่าว​คำ​พยากรณ์
Acts 2:19 เรา​จะ​สำแดง​การ​อัศจรรย์​ใน​อากาศ​เบื้อง​บน  และ​นิมิต​ที่​แผ่นดิน​เบื้อง​ล่าง  เป็น​เลือด ไฟ และ​ไอ​ควัน
Acts 2:20 ดวง​อาทิตย์​จะ​มืด​ไป  และ​ดวง​จันทร์​จะ​กลับ​เป็น​เลือด  ก่อน​ถึง​วัน​ใหญ่​นั้น  คือ​วัน​ใหญ่​ยิ่ง​ของ​พระ​เจ้า

     นี่เป็นคำพยากรณ์ของโยเอลในพระคัมภีร์เดิมที่เปโตรนำมาใช้อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเพ็นเตคอสท์กับเหล่าสาวกในห้องชั้นบน ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นตามคำพยากรณ์ของโยเอล ในการเตรียมเทศน์ครั้งนั้น ตาใจผมเพิ่งเปิดออกเมื่อเห็นคำในข้อ 17 ว่า วาระสุดท้าย จะเกิดสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้น การที่เปโตรนำโยเอลมาอ้างถึงแสดงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือยุึคแห่งวาระสุดท้าย เพราะว่าในวาระสุดท้ายพระเจ้าจะเทฤทธิ์เดชพระวิญญาณ  แสดงว่าวาระสุดท้ายได้เริ่มต้นขึ้นมาแล้วนับตั้งแต่ตอนนั้น เมื่อก่อนผมก็คิดว่าวาระสุดท้ายเป็นปลายยุคของเรา แต่ไม่ใช่  จากพระคัมภีร์ตอนนี้ วาระสุดท้ายได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เื่มื่อสองพันปีที่แล้ว

     พอมาดูพระคัมภีร์คำนี้ วาระสุดท้าย (โดยใช้โปรแกรมThe Word)

G2078 ἔσχατος eschatos (es'-khat-os) adj.
1. farthest, final (of place or time)
[a superlative probably from G2192 (in the sense of contiguity)]
KJV: ends of, last, latter end, lowest, uttermost 
Root(s): G2192 
[?]

และ

G2250 ἡμέρα hemera (hay-mer'-ah) n.
1. day
2. (literally) the time space between dawn and dark, or the whole 24 hours
3. (figuratively) a period
{(literal) but several days were usually reckoned by the Jews as inclusive of the parts of both extremes; (figurative) always defined more or less clearly by the context}
[feminine (with G5610 implied) of a derivative of hemai ("to sit", akin to the base of G1476) meaning tame, i.e. gentle]
KJV: age, + alway, (mid-)day (by day, (-ly)), + for ever, judgment, (day) time, while, years 
Compare: G839 
See also: G5610, G1476 
[?]

     ค้นคำสองคำนี้รวมกันเป็นคำว่า วาระสุดท้าย จะได้พระคัมภีร์ที่มีคำเหมือนกันคือ

John 6:39 และ​พระ​ประสงค์​ของ​พระ​บิดา​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา​นั้น ​ก็​คือ​ให้​เรา​รักษา​บรรดา​ผู้​ที่​พระ​องค์​ได้​ทรง​มอบ​ไว้​กับ​เรา มิ​ให้​หายไป​สัก​คน​เดียว แต่​ให้​ฟื้น​ขึ้น​มา​ใน​วัน​ที่สุด​

John 6:40 เพราะ​นี่​แหละ​เป็น​พระ​ประสงค์​ของ​พระ​บิดา​ของ​เรา ที่​จะ​ให้​ทุก​คน​ที่​เห็น​พระ​บุตร และ​วางใจ​ใน​พระ​บุตร​ได้​มี​ชีวิต​นิรันดร์ และ​เรา​จะ​ให้​ผู้​นั้น​ฟื้น​ขึ้น​มา​ใน​วัน​สุดท้าย” 

John 6:44 ไม่​มี​ผู้ใด​มาถึง​เรา​ได้​นอก​จาก​พระ​บิดา​ผู้​ทรง​ใช้​เรา​มา จะ​ทรง​ชัก​นำ​ให้​เขา​มา​และ​เรา​จะ​ให้​ผู้​นั้น​ฟื้น​ขึ้น​มา​ใน​วัน​สุดท้าย​

John 6:54 ผู้​ที่​กิน​เนื้อ​และ​ดื่ม​โลหิต​ของ​เรา ​ก็​มี​ชีวิต​นิรันดร์ และ​เรา​จะ​ให้​ผู้​นั้น​ฟื้น​ขึ้น​มา​ใน​วัน​สุดท้าย​

John 11:24 มารธา​ทูล​พระ​องค์​ว่า “ข้า​พระ​องค์​ทราบ​แล้ว​ว่า​เขา​จะ​ฟื้น​ขึ้น​มา​อีก​ใน​วัน​สุดท้าย เมื่อ​คน​ทั้ง​ปวง​จะ​ฟื้น​ขึ้น​มา”

John 12:48 ถ้า​ผู้ใด​ไม่​ยอมรับ​เรา​และ​ไม่​รับ​คำ​ของ​เรา ผู้​นั้น​จะ​มี​สิ่ง​หนึ่ง​พิพากษา​เขา คำ​ที่​เรา​ได้​กล่าว​แล้ว​นั้น​แหละ​จะ​พิพากษา​เขา​ใน​วัน​สุดท้าย​

     จะเห็นจากพระคัมภีร์ยอห์นว่า วาระสุดท้าย อยู่ในยุคนับตั้งแต่ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จเข้ามาในโลก จนถึงช่วงสุดท้ายของยุค

     ในช่วงนั้นช่วงวาระสุดท้ายคนจะเป็นอย่างไรบ้าง จาก 2ทิโมธี 3:1-5

2Tim 3:1 แต่​จง​เข้าใจ​ข้อ​นี้ คือ​ว่า​ใน​สมัย​จะ​สิ้น​ยุค​นั้น จะ​เกิด​เหตุการณ์​กลี​ยุค​
2Tim 3:2 เพราะ​มนุษย์​จะ​เห็น​แก่​ตัว เห็น​แก่​เงิน เย่อหยิ่ง ยโส ชอบ​ด่า​ว่า ไม่​เชื่อ​ฟัง​คำ​บิดา​มารดา อกตัญญู ไร้​ศีลธรรม​
2Tim 3:3 ไร้​มนุษยธรรม ไม่ให้​อภัย​กัน ใส่​ร้าย​กัน ไม่​ยับยั้ง​ชั่ง​ใจ ดุ​ร้าย เกลียด​ชัง​ความ​ดี​
2Tim 3:4 ทรยศ มุทะลุ หัว​สูง รัก​ความ​สนุก​ยิ่ง​กว่า​รัก​พระ​เจ้า​
2Tim 3:5 ถือ​ศาสนา​แต่​เปลือก​นอก ส่วน​แก่น​แท้​ของ​ศาสนา​เขา​ไม่​ยอมรับ คน​เช่นนั้น​ท่าน​อย่า​คบ​

     ข้อนี้บอกเราว่า วาระสุดท้าย นับรวมเอาช่วงที่พระคริสต์เข้ามาในโลกด้วย

Heb 1:2 แต่​ใน​วาระ​สุดท้าย​นี้​พระ​องค์​ได้​ตรัส​แก่​เรา​ทั้ง​หลาย​ทาง​พระ​บุตร ผู้​ซึ่ง​พระ​องค์​ได้​ทรง​ตั้ง​ให้​เป็น​ผู้รับ​สรรพ​สิ่ง​ทั้ง​ปวง​เป็น​มรดก ​พระ​องค์​ได้​ทรง​สร้าง​กัลป​จักรวาล​โดย​พระ​บุตร​

     ดังนั้น "วาระสุดท้าย" เริ่มต้นในยุคพระเยซูคริสต์ และยุคพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไปจนถึงวันสุดท้าย

     นอกจากนั้น คำนี้ยังมีปรากฏใน

Jas 5:3 ทอง​และ​เงิน​ของ​ท่าน​ก็​เกิด​สนิม และ​สนิม​นั้น​ก็​จะ​เป็น​พยานหลักฐาน​การ​กระทำ​ของ​ท่าน และ​จะ​เผา​ผลาญ​เลือด​เนื้อ​ท่าน​ดุจ​ไฟ ท่าน​ได้​ส่ำ​สม​สมบัติ​ไว้​แล้ว​สำหรับ​อวสาน​กาล

2Pet 3:3 จง​รู้​ข้อ​นี้​ก่อน​คือ ใน​กาล​สุดท้าย​คน​ที่​ชอบ​เยาะ​เย้ย​จะ​เกิดขึ้น และ​ประพฤติ​ตามใจ​ปรารถนา​ของ​ตน

     ใน 2เปโตร บทที่ 3 นี้ ผมเทศน์ไปแล้วในสัมมนาภาคกลางฟื้นฟู ปี 2010

     นี่คือทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคำว่า วาระสุดท้่าย

     พอมาวันนี้มาสะดุดเข้ากับคำอีกคำหนึ่ง ซึ่งผมกำลังเตรียมสอนเพื่อแบ่งปันในสัมมนาศิษยาภิบาล คำว่า "สิ้นยุค" ใน มัทธิว 28:20

Matt 28:20 สอน​เขา​ให้​ถือ​รักษา​สิ่ง​สารพัด​ซึ่ง​เรา​ได้​สั่ง​พวก​เจ้า​ไว้ นี่​แหละ​เรา​จะ​อยู่​กับ​เจ้า​ทั้ง​หลาย​เสมอ​ไป จนกว่า​จะ​สิ้น​ยุค” 

     ดูเผินๆแล้ว ก็เป็นคำในหมวดเดียวกัน ผมก็นึกว่าเป็นคำประเภทเดียวกันเรื่องจะสิ้นยุค แต่คำในภาษากรีกไม่ใช่คำเดียวกัน เป็นคนละคำ

G4930 συντέλεια sunteleia (soon-tel'-ei-ah) n.
1. entire completion, i.e. consummation (of a dispensation)
[from G4931]
KJV: end 
Root(s): G4931 
[?]

     พอมาค้นคำนี้ที่เป็นคำเดียวกันในพระคัมภีร์ ได้ข้อต่างๆออกมาอย่างนี้ครับ

Matt 13:39 ศัตรู​ผู้​หว่าน​เมล็ด​พืช​ชั่ว​ได้แก่​มาร​นั้น ฤดู​เกี่ยว​ได้แก่​เวลา​สิ้น​ยุค และ​ผู้​เกี่ยว​นั้น​ได้แก่​ทูตสวรรค์​

Matt 13:40 เหตุ​ฉะนั้น​เขา​เ​ก็​บ​ข้าว​ละมาน​เผา​ไฟ​เสีย​อย่างไร เมื่อ​เวลา​สิ้น​ยุค​ก็​จะ​เป็น​อย่าง​นั้น​

Matt 13:49 ​ใน​เวลา​สิ้น​ยุค​ก็​จะ​เป็น​อย่าง​นั้น พวก​ทูตสวรรค์​จะ​ออกมา​แยก​คน​ชั่ว​ออก​จาก​คน​ชอบธรรม​

Matt 24:3 เมื่อพระองค์ประทับบนภูเขามะกอกเทศ พวกสาวกมาเฝ้าพระองค์ส่วนตัวกราบทูลว่า "ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ทั้งหลายทราบว่า เหตุการณ์เหล่านี้จะบังเกิดขึ้นเมื่อไร สิ่งไรเป็นหมายสำคัญว่าพระองค์จะเสด็จมา และวาระสุดท้ายของโลกนี้"   (ไทยคิงเจมส์)

     ในมัทธิวบทนี้ บอกถึงเหตุการณ์ก่อนจะสิ้นยุคนี้ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง คนละแบบกับคำแรก ที่บอกถึง วาระสุดท้าย ที่เำกิดขึ้นในช่วงตั้งแต่พระเยซูมาเป็นต้นไป และเหตุการณ์ในช่วงนั้น  ส่วนคำนี้ สิ้นยุค เป็นเหตุการณ์ช่วงปลายจะสิ้นยุคก่อนที่พระคริสต์จะกลับมา

Matt 28:20 สอน​เขา​ให้​ถือ​รักษา​สิ่ง​สารพัด​ซึ่ง​เรา​ได้​สั่ง​พวก​เจ้า​ไว้ นี่​แหละ​เรา​จะ​อยู่​กับ​เจ้า​ทั้ง​หลาย​เสมอ​ไป จนกว่า​จะ​สิ้น​ยุค” 

Heb 9:26 เพราะ​ถ้า​เป็น​เช่นนั้น ​พระ​องค์​คง​จะต้อง​ทรง​ทน​ทุกข์​ทรมาน​หลาย​ครั้ง นับตั้งแต่​สร้าง​โลก​มา แต่​ความ​จริง ​พระ​องค์​ทรง​ปรากฏ​เพียง​ครั้ง​เดียว​เท่านั้น​ใน​ปลาย​ยุค เพื่อ​กำจัด​บาป​ให้​หมด​สิ้น​ไป โดย​การ​ถวาย​พระ​องค์​เอง​เป็น​เครื่องบูชา​

     สรุป มีทั้งเหตุการณ์ที่อยู่ในช่วงที่ยาวนานนับแต่พระเยซูเป็นต้นมา ในพระคัมภีร์เรียกว่า "วาระสุดท้าย" และมีทั้งเหตุการณ์ก่อนที่พระเยซูจะมาช่วงจะ "สิ้นยุค"  ผมเพิ่งจะเข้าใจวันนี้เองครับ จึงนำมาแบ่งปันให้ทราบด้วยครับ

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ชีวิตพระเยซูคริสต์ : พระทัยเมตตาสงสาร

     กลับมาจากไปค่ายผู้รับใช้พระเจ้า เพิ่งจะมีเวลาได้เขียนต่อไปในวันนี้ครับ

     หลังจากพระเยซูได้พบเห็นความเชื่อที่มีมากของนายร้อยซึ่งเป็นคนต่างชาติแล้ว พระองค์ได้เสด็จเข้าไปในเมืองนาอิน นาอินเป็นหมู่บ้านเล็กๆ 6 ไมล์ทางตะวันออกเฉียงใต้ของนาซาเร็ธ (เมืองที่พระเยซูพำนัก) อยู่ทางด้านซ้ายตอนใต้ของทะเลสาบกาลิลีในแผนที่



Luke 7:11 ต่อมา​พระ​องค์​เสด็จ​ไป​ยัง​เมือง​หนึ่ง​ชื่อ​นา​อิน เหล่า​สาวก​ของ​พระ​องค์​กับ​คน​เป็น​อัน​มาก​ก็​ตาม​พระ​องค์​ไป​
Luke 7:12 เมื่อ​มา​ใกล้​ประตู​เมือง​นั้น ดู​เถิด มี​คน​หาม​ศพ​ชาย​หนุ่ม​คน​หนึ่ง​มา เป็น​ลูก​คน​เดียว​ของ​แม่ และ​นาง​ก็​เป็น​หญิง​ม่าย ชาว​เมือง​เป็น​อัน​มาก​มา​กับ​หญิง​นั้น​
Luke 7:13 เมื่อ​พระ​องค์​ได้​ทรง​เห็น​มารดา​นั้น ​พระ​องค์​ทรง​เมตตา​กรุณา​เขา​และ​ตรัส​ว่า “อย่า​ร้องไห้”
Luke 7:14 แล้ว​พระ​องค์​เสด็จ​เข้า​ไป​ใกล้​ถูกต้อง​โลง คน​หาม​ศพ​นั้น​ก็​หยุด​ยืน​อยู่ ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​ว่า “ชาย​หนุ่ม​เอ๋ย เรา​สั่ง​เจ้า​ว่า ลุก​ขึ้น​เถิด”
Luke 7:15 คน​ที่​ตาย​นั้น​ก็​ลุก​นั่ง​เริ่ม​พูด ​พระ​องค์​จึง​ทรง​มอบ​ชาย​หนุ่ม​ให้แก่​มารดา​ของ​เขา​
Luke 7:16 ฝ่าย​คน​ทั้ง​ปวง​มี​ความ​กลัว​และ​สรรเสริญ​พระ​เจ้า​ว่า “ท่าน​ผู้เผย​พระ​วจนะ​ใหญ่​ได้​เกิดขึ้น​ท่ามกลาง​เรา และ​พระ​เจ้า​ได้​เสด็จ​มา​เยี่ยม​เยียน​ชน​ชาติ​ของ​พระ​องค์​แล้ว”
Luke 7:17 และ​กิตติศัพท์​ของ​พระ​องค์​ได้​เลื่อง​ลือ​ไป​ตลอด​ทั่ว​ยูเดีย และ​ทั่ว​แว่น​แคว้น​ล้อม​รอบ​
Luke 7:18 ฝ่าย​พวก​ศิษย์​ของ​ยอห์น​ก็​ได้​เล่า​เหตุการณ์​ทั้ง​ปวง​นั้น​ให้​ท่าน​ฟัง​
Luke 7:19 ​ยอห์น​จึง​เรียก​ศิษย์​ของ​ท่าน​สอง​คน​ใช้​เขา​ไป​หา​พระ​เป็นเจ้า ทูล​ถาม​ว่า “ท่าน​เป็น​ผู้​ที่​จะ​มา​นั้น​หรือ หรือ​จะ​คอย​ผู้อื่น”
Luke 7:20 เมื่อ​คน​ทั้ง​สอง​มาถึง​พระ​องค์​แล้ว เขา​ทูล​ว่า “​ยอห์น​ผู้ให้​รับ​บัพติศมา​ใช้​ข้าพเจ้า​มา​หา​ท่าน​ให้​ถาม​ว่า ‘ท่าน​เป็น​ผู้​ที่​จะ​มา​นั้น​หรือ หรือ​จะต้อง​คอย​ผู้อื่น’ ”
Luke 7:21 ​ใน​เวลา​นั้น ​พระ​องค์​ได้​ทรง​รักษา​คน​เจ็บ​เป็น​อัน​มาก​ให้​หาย​จาก​ความ​เจ็บ​และ​โรค​ต่างๆ และ​ให้​พ้น​จาก​ผี​ร้าย และ​คน​ตา​บอด​หลาย​คน​พระ​องค์​ได้​ทรง​รักษา​ให้​เห็น​ได้​
Luke 7:22 แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​ตอบ​ศิษย์​สอง​คน​นั้น​ว่า “จง​ไป​แจ้ง​แก่​ยอห์น​ตาม​ซึ่ง​ท่าน​ได้​เห็น​และ​ได้​ยิน คือ​ว่า​คน​ตา​บอด​ก็​หาย​บอด คน​ง่อย​เดิน​ได้ คน​โรค​เรื้อน​หาย​สะอาด คน​หู​หนวก​ได้​ยิน คน​ตาย​แล้ว​เป็น​ขึ้น​มา และ​ข่าว​ประเสริฐ​ก็​ประกาศ​แก่​คน​อนาถา
Luke 7:23 บุคคล​ผู้ใด​ไม่​เห็น​ว่า​เรา​เป็น​อุปสรรค​ผู้​นั้น​เป็น​สุข”

     พระเยซูออกจากเมืองคาเปอนาอุึมริมทะเลสาบกาลิลีไปยังเมืองนาอินซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกตอนใต้ของทะเลสาบ มีประชาชนเป็นอันมากตามไป ณ ที่นั้น พระเยซูได้พบศพชายหนุ่มที่ปากประตูเมือง เป็นลูกคนเดียวของแม่ แม่ร้องไห้เศร้าโศกเสียใจเป็นอันมาก พระเยซูเห็นและสงสาร จึงพูดว่า "อย่าร้องไห้" 
เสร็จแล้วพระเยซูก็แตะต้องโลงศพและสั่งให้ชายหนุ่มคนนั้นลุกขึ้น

     คำนี้ "เมตตากรุณา"  G4697 σπλαγχνίζομαι splagchnizomai (splangkh-nid'-zom-ai) v.
1. to have the bowels yearn
2. (figuratively) feel sympathy, to pity
[middle voice from G4698]
KJV: have (be moved with) compassion 
Root(s): G4698 
[?]
     มีความสงสารอย่างมากด้วยความรักใคร่

     คำนี้ปรากฏในที่อื่นๆอีก เช่น

Matt 9:36 และ​เมื่อ​พระ​องค์​ทอด​พระ​เนตร​เห็น​ประชาชน​ก็​ทรง​สงสาร​เขา ด้วย​เขา​ถูก​รัง​ควาน​และ​ไร้​ที่​พึ่ง​ดุจ​ฝูง​แกะ​ไม่​มี​ผู้​เลี้ยง

Matt 14:14 ครั้น​พระ​เยซู​เสด็จ​ขึ้น​จาก​เรือ​แล้ว ​ก็​ทรง​เห็น​ประชาชน​หมู่​ใหญ่ ​พระ​องค์​ทรง​สงสาร​เขา จึง​ได้​ทรง​รักษา​คน​ป่วย​ของ​เขา​ให้​หาย​

Matt 15:32 ฝ่าย​พระ​เยซู​ทรง​เรียก​พวก​สาวก​ของ​พระ​องค์​มา ตรัส​ว่า “เรา​สงสาร​คน​เหล่า​นี้ เพราะ​เขา​ค้าง​อยู่​กับ​เรา​ได้​สาม​วัน​แล้ว และ​ไม่​มี​อาหาร​จะ​กิน เรา​ไม่​อยาก​ให้​เขา​ไป​เมื่อ​ยัง​อด​อาหาร​อยู่ กลัว​ว่า​เขา​จะ​หิว​โหย​สิ้น​แรง​ลง​ตาม​ทาง”

Matt 20:34 ​พระ​เยซู​มี​พระ​ทัย​สงสาร ​ก็​ทรง​ถูกต้อง​นัยน์ตา​เขา ใน​ทันใด​นั้น​ตา​ของ​เขา​ก็​เห็น​ได้ และ​เขา​ทั้ง​สอง​ได้​ติดตาม​พระ​องค์​ไป​ 

Mark 1:41 ​พระ​เยซู​ทรง​สงสาร​เขา​จึง​ทรง​ยื่น​พระ​หัตถ์​ถูกต้อง​คน​นั้น ตรัส​แก่​เขา​ว่า “เรา​พอใจ​แล้ว จง​หาย​เถิด”

Mark 6:34 ครั้น​พระ​เยซู​เสด็จ​ขึ้น​จาก​เรือ​แล้ว ​ก็​ทรง​เห็น​ประชาชน​หมู่​ใหญ่ และ​พระ​องค์​ทรง​สงสาร​เขา เพราะ​ว่า​เขา​เป็น​เหมือน​ฝูง​แกะ​ไม่​มี​ผู้​เลี้ยง ​พระ​องค์​จึง​ทรง​สั่ง​สอน​เขา​เป็น​หลาย​ข้อ​หลาย​ประการ​

Mark 8:2 “เรา​สงสาร​คน​เหล่า​นี้ เพราะ​เขา​ค้าง​อยู่​กับ​เรา​ได้​สาม​วัน​แล้ว และ​ไม่​มี​อาหาร​จะ​กิน​

Luke 10:33 แต่​ชาว​สะมาเรีย​คน​หนึ่ง เมื่อ​เดินทาง​มาถึง​คน​นั้น ครั้น​เห็น​แล้ว​ก็​มี​ใจ​เมตตา​

Luke 15:20 แล้ว​เขา​ก็​ลุก​ขึ้น​ไป​หา​บิดา​ของ​ตน แต่​เมื่อ​เขา​ยัง​อยู่​แต่​ไกล บิดา​แล​เห็น​เขา​ก็​มี​ความ​เมตตา จึง​วิ่ง​ออกไป​กอด​คอ​จุบ​เขา​

     นี่คือทั้งหมดของคำคำนี้ ลองสังเกตุดูว่าใจทีีเมตตาสงสารในพระคัมภีร์ข้อต่างๆเหล่านี้เป็นเหตุให้พระเยซูคริสต์กระทำสิ่งต่างๆ เช่นในลูกาตอนนี้ พระเยซูกระทำให้ชายหนุ่มที่ตายแล้วเป็นขึ้นมา ได้กลับไปอยู่กับมารดาของเขา

     เสียงล่ำลือ กิตติศัพท์ (คือคำว่าLogos)ของพระองค์ก็ได้ไปทั่วยููเดียและแว่นแคว้นแถบนั้น ในเวลานั้นศิษย์ของยอห์น บัพติศโต ก็ได้เล่าเหตุการณ์นี้ให้ยอห์นฟัง ยอห์นจึงใช้ให้ไปถามว่าเป็นพระคริสต์หรือว่าต้องรอผู้อื่น พระเยซูบอกให้กลับไปแจ้งแก่ยอห์นตามที่พวกศิษย์ของยอห์นได้ยินและได้เห็น คือ คนตาบอดเห็นได้ คนง่อยเดินได้ คนโรคเรื้อนหายสะอาด คนหูหนวกได้ยิน คนตายฟื้น และข่าวประเสริฐได้ประกาศออกไปแก่คนยากจน

     ด้วยพระทัยเมตตาสงสารของพระเยซูคริสต์ ขอให้ใจสิ่งนี้ได้บังเกิดขึ้นในเรามากๆขึ้นไปด้วยเถิด ในพระนามพระเยซูคริสตเจ้า อาเมน! 

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

C) Experience : ทริปอินเดีย สำรวจข้อมูลอินเดีย

รวมเรื่องทริปอินเดีย

     วันนี้มาลองสำรวจดูว่าจะได้ไปเจออะไรบ้าง จากประเทศไทยบินไปเปลี่ยนเครื่องที่มุมไบ แล้วไปที่Kottayam อยู่ในรัฐKerala

     มุมไบเป็นเมืองชายทะเลอยู่ทางด้านซ้าย เปลี่ยนเครื่องเพื่อบินไปต่อที่รัฐKeralaด้านล่างที่เมืองKottayam

    ข้อมูลประเทศอินเดียโดยคร่าว มีประชากรมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากจีน ประชากรมากกว่าหนึ่งพันล้านคน มีภาษาพูดแปดร้อยภาษาโดยประมาณ(โอ้โห!) แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 28 รัฐ และ 7 ดินแดนสหภาพ รายได้ประชาชาติเบื้องต้นต่อหัว 415 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับประมาณ 12,450 บาท ต่อปี   (เดือนหนึ่งเท่ากับพันกว่าบาทเอง ?) อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยร้อยละ 6 (ไม่น้อยเลยทีเดียว) อัตราการรู้หนังสือร้อยละ 52.1 (น้อยมาก) ประเทศอินเดียมีการแต่งงานโดยการที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายสู่ขอผู้ชายแต่งงาน(เอาล่ะ เจอเรื่องที่หนึ่งแล้ว วัฒนธรรมแตกต่างจากเรามาก)  ร้อยละ 79 นับถือศาสนาฮินดู ร้อยละ 15 ศาสนาอิสลาม และร้อยละ 2.5 ศาสนาคริสต์ (มากกว่าบ้านเรา บ้านเราร้อยละ 0.5 เอง) ที่เหลือนับถือศาสนาพุทธ

     เมืองหลวงคือนิวเดลี เมืองใหญ่สุดคือมุมไบ(บอมเบย์) ที่เครื่องเราจะไปแวะเปลี่ยนเครื่อง


เมืองมุมไบดูใหญ่และเจริญกว่าเมืองKottayamที่เราจะไปมากนัก

ข้อมูลนี้เก็บมาครับ

สิ่งที่ควรทำ

1. การเก็บใบเสร็จทุกใบไว้ เมื่อซื้อของหรือรับบริการต่างๆควรขอใบเสร็จด้วยทุกครั้ง โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาแพงค่ะ
2. เช็คชื่อร้านค้าที่แนะนำจากการท่องเที่ยว โดยสอบถามจากการท่องเที่ยวเมืองนั้นๆ
3. บอกคนขับแท็กซี่ให้เปิดมิเตอร์โดยสารเสมอ
4.อย่าสวมรองเท้าเข้าในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ บางที่ไม่ให้นำสิ่งของที่เป็นหนังเข้าไปด้วย เนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับศาสนามาก คุณควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

สิ่งที่คุณไม่ควรทำ

1.อย่าแลกเงินตามร้านแลกเงิน
2.อย่าซื้อตั๋วผ่านคนแปลกหน้าหรือบริษัททัวร์ที่ไม่ได้รับอนุญาติ
3.อย่าให้เงินหรือของแก่ขอทาน เพราะพวกเขาจะตามติดคุณ

รู้ไว้ใช่ว่า
    การต่อรองราคาสินค้า การซื้อของต้องมากับการต่อราคา สิ่งที่ควรทำคือการต่อราคาลงอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์จากป้ายเสมอ ถ้าให้ราคาไม่ถูกใจให้ทำแสร้งเดินออกจากร้านทันที จากนั้นเจ้าของร้านก็จะวิ่งออกมาตาม และเจรจากันอีกรอบจนได้ราคาที่พอใจ

    เครื่องดื่ม น้ำเปล่า ต้องดื่มน้ำขวดที่มีการบรรจุขวดอย่างดีเท่านั้น ไม่ควรรับประทานน้ำแข็งเพราะเราไม่สามารถทราบได้เลยว่าเขาเอาน้ำอะไรมาทำน้ำแข็ง และเสี่ยงต่อการท้องร่วงหรือท้องเสียได้ง่าย ถ้าอยากดื่มน้ำเย็นๆ ควรซื้อน้ำที่แช่เย็นจากตู้แช่ สบายใจกว่า

    เตรียมยาประจำตัว มาอินเดียลืมยาสามัญประจำตัวไม่ได้เป็นอันขาด โดยเฉพาะยาแก้ท้องเสีย เพราะอาหารอินเดียมีรสจัดและเครื่องเทศแรง อาจไม่ถูกท้องคนไทย อีกอย่างที่อยากแนะนำคือยาแก้แพ้ (อากาศ) เพราะที่นี่ฝุ่นเยอะมาก อาจทำให้เรามีอาการแพ้อากาศ แพ้ฝุ่นได้ หรืออาจติดผ้าปิดปากมาด้วยก็ได้ 

ข้อแนะนำของอีกท่านหนึ่ง


• สิ่งที่ควรเตรียมไป
1.ทิชชู่เปียก โดยเฉพาะถ้าเดินทางหน้าร้อน เพราะอากาศหน้าร้อนอินเดีย ร้อนมากเหมือนกัน
2.กระดาษทิชชู่ ไม่ว่าไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ใช้อยู่แล้ว
3.แอลกอฮอล์ล้างมือ เป็นเจลแอลกอฮอล์ที่บีบแล้วเช็ดๆ ถูๆ มันก็จะแห้งไปเองไม่ต้องใช้น้ำ
4.ปากกา เป็นปากกาที่เอาไว้เผื่อแจกเป็นที่ระลึก เห็นคนอินเดียเค้าชอบของที่ระลึกจากนักท่องเที่ยวเป็นปากกา
5.ชุดขาว ควรเตรียมเผื่อไปด้วย ท่านอาจได้ใช้วันที่เข้าไปในสังเวชนียสถาน

• สิ่งที่คุณไม่ควรทำ
1.อย่าแลกเงินตามร้านแลกเงิน
2.อย่าซื้อตั๋วผ่านคนแปลกหน้าหรือบริษัททัวร์ที่ไม่ได้รับอนุญาติ
3.อย่าให้เงินหรือสิ่งของแก่ขอทาน เพราะพวกเขาจะตามติดคุณ

• เล็กๆน้อยๆที่ควรรู้• การช้อปปิ้ง สำหรับการช้อปปิ้ง ห้ามหยิบของที่ท่านต้องการเป็นชิ้นแรกและห้ามสบตาคนขาย เพราะเขาจะรู้ได้เลยว่าท่านชอบสินค้าชิ้นไหน
• การต่อรองราคาสินค้า แนะนำให้ต่อรองสินค้านะครับ การเจรจาต่อรองก็เป็นเสนย์อินเดีย คนอินเดียเขาไม่โกรธและเจรจากันแบบวัดใจว่าใครจะใจอ่อนก่อน ซึ่งจะได้ราคาเป็นที่พอใจ
• เครื่องดื่ม น้ำเปล่า ต้องดื่มน้ำขวดที่มีการบรรจุขวดอย่างดี ไม่ควรรับประทานน้ำแข็งเพราะอาจเสี่ยงต่อการท้องร่วงหรือท้องเสียได้ง่าย ถ้าอยากดื่มน้ำเย็นๆ ควรซื้อน้ำที่แช่เย็นจากตู้แช่
• เตรียมยาประจำตัว มาเที่ยวอินเดียห้ามลืมยาสามัญประจำตัวไม่ได้เป็นอันขาด โดยเฉพาะยาแก้ท้องเสีย เพราะอาหารอินเดียมีเครื่องเทศแรง อาจไม่ถูกท้องคนไทย อีกอย่างที่อยากแนะนำคือยาแก้แพ้ (อากาศ) เพราะที่นี่ฝุ่นเยอะมาก อาจทำให้เรามีอาการแพ้อากาศ แพ้ฝุ่นได้ หรืออาจติดผ้าปิดปากมาด้วยก็ดีครับ

ข้อแนะนำอีกเจ้าครับ

สิ่งที่คุณควรรู้..ก่อนไปเที่ยวอินเดีย

"อินเดีย" อีกหนึ่งประเทศที่นักท่องเที่ยวอยากไป เพราะเป็นเมืองต้นกำเนิดอารยธรรมเก่าแก่สมัยพุทธกาล ที่คงไว้ซึ่งเอกลักษณ์วัฒนธรรม

หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่มีแผนจะไปเที่ยวอินเดีย การเรียนรู้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนที่นี่ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นมากเลยทีเดียว และแน่นอนว่าวันนี้กระปุกดอทคอมจะพาคุณไปดูว่า คุณควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนไปเยือนดินแดนแห่งอารยธรรมแห่งนี้

1. หนุ่มสาวอินเดียไม่แสดงความรักต่อกันในที่สาธารณะ หากคุณมาถึงอินเดียแล้วเห็นชายหนุ่มหลายคู่เดินจับมือถือแขนหรือโอบไหล่กัน ขอให้คุณรู้ว่าพวกเขาไม่ใช่คู่เกย์หรือคู่รักร่วมเพศแต่อย่างใดหรอกค่ะ เพราะคนอินเดียเพศเดียวกันเค้าทำกันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่กลับกัน สิ่งที่ไม่ปกติและไม่เป็นที่ยอมรับของคนที่นี่เลยก็คือ การที่คู่หนุ่มสาวเดินจูงมือหรือโอบไหล่กันในที่สาธารณะ ดังนั้น หนุ่มสาวที่ไปเยือนอินเดีย ควรระวังเรื่องการแสดงออกในที่สาธารณะให้มากหน่อยนะจ๊ะ เพราะคนที่นี่เค้ามองว่าการกระทำแบบนี้เป็นเรื่องน่าเกลียดค่ะ

2. สำหรับผู้ชายที่อยากสร้างมิตรภาพดี ๆ กับเพื่อนชาวอินเดียซักคน คุณควรมีความรู้เรื่องคริกเก็ต กีฬายอดฮิตของคนที่นี่ไว้บ้าง ซึ่งไม่ว่าจะไปที่ไหน คุณก็จะเห็นหนุ่ม ๆ อินเดียเล่นคริกเก็ตกันตามข้างถนน หรือสวนสาธารณะ ซึ่งยิ่งคุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้และร่วมเล่นกับพวกเขาได้ คุณก็จะมีเพื่อนอินเดียได้อย่างง่าย ๆ เลยล่ะ

3. รู้จักการกินโดยไม่ใช้ช้อน แน่นอนหมายถึงการกินอาหารด้วยมือเปล่านั่นเอง อ๊ะ แต่ต้องใช้มือขวานะ เพราะมือซ้ายเค้าถือว่าเป็นมือที่ใช้ทำธุระในห้องน้ำ ซึ่งการทานอาหารด้วยมือเปล่าของคนที่นี่ เริ่มตั้งแต่อาหารจานหลักอย่างข้าวกันเลย คุณต้องใช้เทคนิคนิดหน่อยสำหรับการปั้นข้าวกับกับข้าวให้เป็นคำ ๆ เพื่อหยิบมันเข้าปากได้อย่างสบาย เพราะที่นี่อาหารบางอย่างก็ไม่ได้มีช้อนให้เสมอไปค่ะ

4. พกกระดาษชำระและไฟฉายไว้ตลอดเวลา เพราะห้องน้ำสาธารณะในอินเดีย ไม่ว่าจะเป็น ในรถไฟ จุดบริการนักท่องเที่ยว หรือที่ไหนก็ตามแต่ ไม่มีกระดาษชำระไว้ในนั้นหรอกค่ะ รวมถึงไฟฉายก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยด้วย เพราะที่อินเดียไฟดับเป็นเรื่องปกติ ก็คงลำบากไม่น้อยหากคุณกำลังทำธุระอยู่แล้วจู่ ๆ ไฟก็ดับไปซะดื้อ ๆ

5. คุณต่อรองสินค้าได้กับทุกคน ในอินเดียการค้าขายเป็นเหมือนลมหายใจของพวกเขาเลยทีเดียว หากมีใครเสนอขายสินค้าให้คุณในราคา 1200 รูปี มูลค่าจริง ๆ ของมันไม่ได้แพงถึงขั้นนั้นหรอกค่ะ คุณอาจต่อราคาลงเหลือ 600 รูปี โดยที่พวกเขาก็ยอมรับด้วยนะ เพราะนั่นเป็นราคาที่เค้าตั้งมาเผื่อต่อนั่นเอง เพราะฉะนั้น คุณไม่ควรควักกระเป๋าซื้อสินค้าโดยไม่มีการต่อรองอะไรเลย โดยเฉพาะในมุมไบ และตลาดใหญ่ ๆ ต่าง ๆ

6. ศึกษาเรื่องป้ายบอกทางและตารางการเดินรถไฟให้ดี ๆ หากคุณเที่ยวอินเดียแบบแบคแพกเกอร์แล้วล่ะก็ การขึ้นรถไฟผิดขบวนเพราะรถไฟแต่ละขบวนมาไม่ตรงเวลา จะทำให้คุณเสียเวลาไปทั้งวันเลยก็ได้

7. พกยาต้านมาลาเรียไปด้วยทุกครั้ง โดยเฉพาะหากคุณเดินทางไปเยี่ยมชมเมืองชนบทของอินเดียแล้วล่ะก็ ยาต้านมาลาเรียเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยล่ะ เพราะอินเดียมียุงที่เป็นพาหพนำเชื้อมาลาเรียเยอะเหลือเกิน แม้แต่ในเมืองก็ตามที และจำไว้ว่าเมื่อคุณกลับมาแล้ว อย่าลืมไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพของตัวเอง 2 เดือนครั้ง เพื่อความแน่ใจว่าคุณไม่ได้ติดเชื้ออะไรกลับมา

8. คุณไม่ควรพลาดที่จะผ่อนคลายความเมื่อยล้า ด้วยการนวดแบบ Ayurvedic การนวดและวิธีรักษาโรคแบบ Ayurvedic นั้นมีชื่อเสียงมาก ๆ ในอินเดีย ที่ใครหลาย ๆ คนยอมรับถึงสรรพคุณในการบำบัดอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยการนวดที่นี่นั้น จะไม่เหมือนเมืองไทยตรงที่ผู้ชายจะนวดให้ผู้ชาย และผู้หญิงก็จะนวดให้ผู้หญิงเท่านั้น เนื่องจากวัฒนธรรมของอินเดีย ถือเรื่องของการถูกเนื้อต้องตัวกันระหว่างเพศตรงข้ามมาก

9. ระมัดระวังเรื่องรองเท้าคู่เก่งของคุณให้ดี ๆ โดยเฉพาะเวลาที่คุณเข้าวัดอินเดีย จะต้องถอดรองเท้าไว้นอกวัดเสมอ และมันจะหายเอาได้อย่างง่าย ๆ ยิ่งเป็นรองเท้าหนังหรือผ้าใบคู่เก๋สะดุดตาแล้ว ยิ่งมีสิทธิ์หายได้ง่ายขึ้นมาก ๆ เลยค่ะ ดังนั้น ขอแนะนำว่าหากจะเข้าวัดอินเดีย ควรใส่รองเท้าแตะถูก ๆ ที่ใส่ง่ายถอดง่ายไปดีกว่า หรืออีกทางหนึ่งคือจับผ้าใบคู่เก่งของคุณใส่ถุงยัดใส่กระเป๋าไปด้วยนั่นแหละ

10. หากคุณชื่นชอบการเที่ยววัดวาอาราม แนะนำให้คุณไปอินเดียใต้ เพราะที่นั่นเป็นศูนย์รวมของวัดวาอาราม วัง และสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของอินเดีย ซึ่งเป็นที่ที่คุณจะสัมผัสได้ถึงความเป็นอินเดียได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังเป็นที่ที่รวบรวมเอาของฝากจากทั่วทุกภาคของอินเดียไว้อีกด้วย

ที่มาและภาพประกอบ : kapook
Content by VoiceTV


ปลั๊กไฟในอินเดีย

India 230 V 50 Hz * A variety of electrical plugs are found throughout India, so an all-around adaptor plug set is recommended. Type D is most common. Some hotels have desks and workstations which accept a variety of plug types. But no matter what type of plug, voltage in India is 230V 50 Hz.  


     อุณหภูมิช่วงนี้ที่Kottayam 30 องศาเซลเซียส ที่Cochinก็เหมือนกัน 30 องศาเซลเซียส  เข้าใจว่าช่วงนี้เป็นหน้าฝน อาจารย์ที่จะไปในทริปนี้เตรียมร่มกันฝนไปด้วยก็ดีนะครับ เท่าที่ผมอ่านเจอเตรียมทิชชูไปด้วยครับ ที่นั่นแพงครับ แต่น้ำราคาเท่าบ้านเราครับ ทานน้ำบรรจุขวดนะครับ อย่าทานน้ำใ่ส่น้ำแข็ง เราไม่รู้ว่าเขาเอาน้ำอะไรมาทำน้ำแข็ง ท้องเราจะเสียไ้ด้ง่ายครับ ยาสามัญประจำบ้านสำหรับแพ้อาหารอินเดียครับ ถ้าใครแพ้ฝุ่น เอาผ้ากันฝุ่นไปด้วยก็ดีครับ ฝุ่นเยอะครับ


     เวลาที่อินเดียเร็วกว่าบ้านเราครึ่งชั่วโมงครับ  ค่าเงินบาทไทย เท่ากับ 1.46 รูปีตอนนี้นะครับ หรือ เท่ากับ .68 บาทไทยครับ ผมแลกเงินต่างประเทศเสมอที่ super rich ครับ สาขาที่ขอนแก่นก็มี กดดูี่เว็บลิงค์ครับ เงินไทยแลกอินเดียวันก่อนเห็นราคาประมาณนี้ครับ 


     ถ้าอยากจะดูประสบการณ์ของคนที่เคยไปอินเดีย ก็ต้องนี่ครับเว็บของ วุฒิ+เคท เขาไปตอนปี 09 ผ่านมาแค่สองปีเอง อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงได้ เช่นการยื่นวีซ่าเมื่อก่อน ยื่นที่สถานทูต เดี๋ยวนี้ยื่นที่ตัวแทนจัดทำวีซ่าอินเดียพร้อม+ค่าบริการจัดทำเพิ่มอีกเล็กน้อย


     มาดูเมืองที่ผมจะไปบ้างครับ Kottayam , Cochin


     นี่ถ้าผมเดินทางมาเที่ยว ผมคงไปพักในนี้แน่เลย Houseboat Cruise


     นี่เขาบอกว่า Kottayam District เป็นแค่อำเภอเองเหรอ?


     เอ.. นี่หมอกหรือควันรถกันแน่เนี่ย ?


     อีกที่ที่เขาจะให้ไปคือ Kumali หลังจากไป Kottayam แล้ว  Kumali คืออะไร เป็นยังไง ไม่ทราบเลยครับ จะลองหาข้อมูลดูก่อนว่าคือเมืองอะไร  เห็นแต่รูป แต่ไม่มีข้อมูลเลยว่าคือเมืองอย่างไร
     มีที่หนึ่งที่เขาบอกว่า Kumali คือ gateway สำหรับนักท่องเที่ยว เป็นศูนย์กลางของนักท่องเที่ยว Kumali เหมาะสำหรับนักปีนเขา








     สุดท้าย ดูแล้วก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่า Kumaliคืออะไร เดาเอาว่าคงเป็นเมืองที่มีภูเขาเอาไว้ปีนป่ายมั๊งครับ แต่ดูจากในภาพyoutube นี้แล้ว ไม่ใช่ป่าแบบบ้านเรา ไม่ค่อยมีต้นไม้ ฯลฯ เดี๋ยวเอาไว้ไปดูของจริงดีกว่าว่าไปทำอะไรกันที่นั่น


     ต่อมาก็ไปที่ Cochin/Ernakulam เป็นอำเภอหนึ่งในรัฐนี้
     ที่นี่มีงานประกาศ มาดูกันว่าเขาทำงานกันอย่างไรบ้าง


     Ernakulumเป็นอำเภอหนึ่ง ชื่อของอำเภอเอามาจากชื่อวิหารที่มีชื่อเสียง


     เข้าใจว่าเมืองนี้คงจะเจริญไม่น้อยเลย


     คริสเตียนในอินเดีย
     
     มาดูเรื่องคริสเตียนที่อยู่ในอินเดียบ้างครับ เขาบอกว่าเป็นศาสนาที่ใหญ่เป็นอันดับที่สามในอินเดีย มีคนติดตามพระคริสต์ประมาณ 24 ล้านคน ประมาณ 2.3% ของประชากรอินเดีย (ไม่มากนะครับ2.3% แต่เมื่อเทียบกับประชากรพันล้านแล้ว ก็หลายสิบล้านคนทีเดียว) คริสเตียนเริ่มต้นในอินเดียโดยการประกาศของอัครทูตโธมัส ในปีค.ศ. 52 ซึ่งมาเยี่ยมที่ Muziris ในรัฐ Kerala (ว๊าว.. เป็นรัฐที่เราจะไปเสียด้วย) เพื่อเผยแพร่ข่าวประเสริฐในหมู่ชาวยิวในรัฐ Kerala


     ปัจจุบันคริสเตียนพบทั่วไปทั่วอินเดียโดยเฉพาะในเมืองหลักๆที่มีประชากรเช่น อินเดียตอนใต้ (ก็คือส่วนที่เราจะไปนั่นเอง) , ชายฝั่ง Konkan และทางตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่ของผู้เชื่อในอินเดียคือโรมันคาทอลิค


     ตามประเพณีคริสเตียนในอินเดีย,อัครทูตโธมัสมาถึงKodungallur(ซึ่งก็คือMuziris) ในKerala ได้สถาปนาเจ็ดคริสตจักรและประกาศ ซึ่งในปัจจุบันก็คือKeralaและTamil Nadu   ในสมัยจักรวรรด์โรมัน คริสเตียนกลับใจใหม่จากกลุ่มชาวยิว Cochin Jews ซึ่งเชื่อว่ามาถึงอินเดียราวๆค.ศ. 562


     คริสตจักรที่เก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งเชื่อว่าสร้างโดยอัครทูตโธมัสในปี ค.ศ. 57 ซึ่งเรียกว่า Thiruvithamcode Arappally or Thomaiyar Kovil   ตั้งอยู่ที่ Thiruvithancode ในอำเภอ Kanyakumari ของ Tamil Nadu  ซึ่งตอนนี้เรียกว่า international St. Thomas pilgrim center.


     มาดูภาพเปอร์เซ็นคริสเตียนในอินเดียบ้างครับ







Christianity in India
DenominationPercent
Roman Catholicism
  
67.4%
Protestantism
  
18.3%
Eastern Orthodoxy
  
14.3%


Christian Denominations in India
Church Name↓Population↓Orientation↓
Catholic Church11,800,000Roman Catholic-Latin Rite
Syro-Malabar Church3,947,396[134]Roman Catholic-East Syrian Rite
Syro-Malankara Church500,000Roman Catholic-East Syrian Rite
Malankara Jacobite Syrian Orthodox Church900,000Oriental Orthodox
Malankara Orthodox Syrian Church1,600,000Oriental Orthodox
Malabar Independent Syrian Church35,000Oriental Orthodox
Chaldean Syrian Church30,000Church of the East
Malankara Mar Thoma Syrian Church900,000 (Approx)[135]Oriental Reformed
Church of South India3,800,000Protestant
Church of North India1,250,000Protestant
Methodist Church in India648,000Protestant
Baptist2,392,694Protestant
Lutheran1,267,786[125]Protestant
Indian Brethren1,000,000Protestant
Presbyterian Church of India823,456Protestant
St. Thomas Evangelical Church30,000Protestant
Worldwide Faith Missions12,000Protestant
Evangelical Church250,000Protestant
New Apostolic Church[131]1,448,209Protestant
India Pentecostal Church of God600,000Protestant
New Life Fellowship Association[131]480,000Protestant
Manna Full Gospel Churches[131]275,000Protestant
Philadelphia Fellowship Church of India[131]200,000Protestant
Unitarian Union of Northeast India10,000Unitarian
Jehovah's Witnesses33,089[136]Restorationism
States with significant percentage of Christians as per 2001 census
State↓Population↓Christian (%)↓Christian (numbers)↓
 India1,028,610,3282.324,080,016
Mizoram889,00090.5804,545
Nagaland1,990,00090.01,791,398
Meghalaya2,319,00070.31,630,257
Manipur2,294,00034.0779,960
Goa1,343,99826.0349,439
Andaman and Nicobar Islands356,15221.777,178
Kerala31,841,00019.06,049,790
Arunachal Pradesh1,097,96818.7205,548
Puducherry974,3457.067,688
Sikkim540,8516.636,115
Tamil Nadu62,405,6796.063,785,060
Jharkhand26,945,8294.051,093,382
Assam26,655,5283.7986,589
Tripura3,199,2033.2102,489
Orissa36,804,6602.4897,861
Karnataka52,850,5622.01,009,164
Andhra Pradesh76,210,0071.51,181,917
Maharashtra96,878,6271.091,058,313

ดูเปอร์เซ็นครับ ดูว่ารัฐไหน จำนวนคริสเตียนเป็นอย่างไร จะเห็นว่ารัฐTamil Nadu จำนวนคริสเตียนมากที่สุด รองลงมาคือรัฐKerala ที่ผมจะไปนี่แหละครับ


     สังเกตุว่ารัฐTamil Naduอยู่ติดกับรัฐKeralaทางด้านขวา
     สรุปว่าทริปที่เราไปคราวนี้ไปทางแถบที่มีความเจริญของคริสเตียนโดยเฉพาะรัฐTamil Nadu จำนวนคริสเตียนมากที่สุด แต่สำหรับรัฐKerala ที่เราจะไป มีจำนวนคริสเตียนหนาแน่นมากกว่ารัฐTamil Nadu แต่ถ้ามีจำนวนคริสเตียนเยอะที่สุดคงต้องเป็นซีกตะวันออกเฉียงเหนือครับ