วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2553

A) Word of God : การกลับใจจากการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย

พระวจนะสำหรับคริสตชน

การประพฤติทุกการประพฤติที่ไม่ได้มีพระเจ้าเป็นส่วนร่วมในชีวิต ล้วนนำไปสู่ความตายทั้งสิ้น
เพราะการกระทำต่างๆเหล่านั้นไม่มีผลต่อชีวิตนิรันดร์ของเขา  บางคนก็อาจจะบอกว่าชีวิตนิรันดร์ไม่เห็นจะต้องการเลย  เดี๋ยวนี้ก็มีชีวิตที่มีความสุขดีออก  คนที่พูดแบบนี้ไม่คิดถึงชีวิตในภายหน้า ไม่คิดถึงชีวิตหลังความตาย
ถ้าคนได้รู้ว่าชีวิตหลังความตายจะต้องเจอกับอะไร บางทีนั่นอาจจะทำให้เขาคิดได้  (กลับไปดูเรื่องนรก แดนมรณา แดนคนตาย)

คนทั่วไปที่ไม่รู้จักพระเจ้า ปลายทางของเขาก็คือความมรณาอยู่แล้ว  บางคนก็อาจจะบอกว่า เขาไม่เห็นจะรู้เรื่องพระเจ้า ไม่เคยเห็นมีใครมาบอก  แต่ว่า
ซึ่งจะรู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจเขาแล้ว 
โรม 1:19-20
19   เหตุว่าเท่าที่จะรู้จักพระเจ้าได้ก็แจ้งอยู่กับใจเขาทั้งหลาย  เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงโปรดสำแดงแก่เขาแล้ว
20   ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว  สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น  คือฤทธานุภาพอันถาวรและเทวสภาพของพระองค์  ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้าง  ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย

แก้ตัวไม่ได้เลยว่าไม่มีพระเจ้า  พระคัมภีร์ตอนนี้บอกว่าทุกสิ่งบอกเราอยู่แล้วว่ามีพระเจ้า สรรพสิ่งต่างๆแจ้งให้เราเห็นชัดอยู่แล้วว่ามีพระเจ้า  โลกเกิดมาเองโดยอุบัติเหตุไม่ได้  จักรวาลเกิดมาเองโดยอุบัติเหตุไม่ได้  ต้องมีผู้สร้าง

สำหรับพระคัมภีร์ข้อต่อไปนี้ ยิ่งเป็นคนที่ต่อสู้พระเจ้าด้วย  ปลายทางยิ่งน่ากลัวหนักเข้าไปใหญ่  อย่าลืมว่าทุกการกระทำต้องรายงานต่อพระพักตร์พระเจ้า
Phil 3:17 ดูก่อน​พี่​น้อง​ทั้ง​หลาย ท่าน​จง​ร่วมกัน​ตาม​แบบอย่าง​ของ​ข้าพเจ้า ท่าน​มี​พวก​เรา​เป็น​ตัวอย่าง​แล้ว จง​ดู​คน​ที่​ประพฤติ​ตาม​แบบ​นั้น​
Phil 3:18 เพราะ​ว่า มี​คน​หลาย​คน​ที่​ประพฤติ​ตัว​เป็น​ศัตรู​ต่อ​กางเขน​ของ​พระ​คริสต์​ ซึ่ง​ข้าพเจ้า​ได้​บอก​ท่าน​ถึง​เรื่อง​ของ​เขา​หลาย​ครั้ง​แล้ว และ​บัดนี้​ยัง​บอก​ท่าน​อีก​ด้วย​น้ำตา​ไหล​
Phil 3:19 ปลายทาง​ของ​คน​เหล่า​นั้น​คือ​ความ​พินาศ ​พระ​ของ​เขา​คือ​กระเพาะ เขา​ยก​ความ​ที่​น่า​อับ​อาย​ของ​เขา​ขึ้น​มา​โอ้​อวด เขา​สนใจ​ใน​วัตถุ​ทาง​โลก​
Phil 3:20 แต่​บ้าน​เมือง​ของ​เรา​นั้น​อยู่​ที่​สวรรค์ เรา​รอ​คอย​ผู้ช่วย​ให้​รอด ซึ่ง​จะ​เสด็จ​มา​จาก​สวรรค์​คือ​พระ​เยซู​คริสต​เจ้า​
Phil 3:21 ​พระ​องค์​จะ​ทรง​เปลี่ยนแปลง​กาย​อัน​ต่ำ​ต้อย​ของ​เรา ให้​เหมือน​พระ​กาย​อัน​ทรง​พระ​สิริ​ของ​พระ​องค์ ด้วย​ฤทธานุภาพ​ซึ่ง​ทำ​ให้​พระ​องค์​ปราบ​สิ่ง​สารพัด​ลง​ใต้​อำนาจ​ของ​พระ​องค์​


เมื่อรู้ตัวแล้วต้องทำอย่างไร  กลับใจใหม่
กลับใจใหม่ หมายความว่าอย่างไร

ขอยกตัวอย่างที่พระเยซูได้กล่าวไว้ดังนี้ครับ
Luke 11:29 เมื่อ​คน​ทั้ง​ปวง​ประชุม​แน่น​ขึ้น ​พระ​องค์​ตรัส​ว่า “คน​ยุค​นี้​เป็น​คน​ชั่ว​มี​แต่​แสวงหา​หมาย​สำคัญ และ​จะ​ไม่​โปรด​ให้​หมาย​สำคัญ​แก่​เขา เว้น​ไว้​แต่​หมาย​สำคัญ​ของ​โย​นาห์​เท่านั้น​
Luke 11:30 ด้วย​ว่า​โย​นาห์​ได้​เป็น​หมาย​สำคัญ​แก่​ชาวนี​นะเวห์​ฉัน​ใด บุตร​มนุษย์​ก็​เป็น​หมาย​สำคัญ​แก่​คน​ยุค​นี้​ฉัน​นั้น​
Luke 11:31 นาง​กษัตริย์​ฝ่าย​ทิศ​ใต้​จะ​ลุก​ขึ้น​ใน​วัน​พิพากษา​พร้อม​กับ​คน​ยุค​นี้ และ​จะ​เป็น​ตัวอย่าง​ให้​คน​ยุค​นี้​ได้รับ​โทษ ด้วย​ว่า​พระ​นาง​นั้น​ได้มา​จาก​ที่สุด​ปลาย​แผ่นดิน​โลก เพื่อ​จะ​ฟัง​สติปัญญา​ของ​ซาโลมอน และ​ซึ่ง​ใหญ่​กว่า​ซาโลมอน ​ก็​มี​อยู่​ที่นี่
Luke 11:32 ชน​ชาวนี​นะเวห์​จะ​ลุก​ขึ้น​ใน​วัน​พิพากษา​พร้อม​กับ​คน​ยุค​นี้ และ​จะ​เป็น​ตัวอย่าง​ให้​คน​ยุค​นี้​ได้รับ​โทษ ด้วย​ว่า​ชาวนี​นะเวห์​ได้​กลับ​ใจ​ใหม่ เพราะ​คำ​ประกาศ​ของ​โย​นาห์ และ​ซึ่ง​ใหญ่​กว่า​โย​นาห์​มี​อยู่​ที่นี่​

โยนาห์ได้มาเตือนชาวนีนะเวห์ว่าจะมีการพิพากษาลงโทษชาวนีนะเวห์
พระเยซูได้มาเพื่อบอกให้คนทั้งโลกได้ทราบการพิพากษาลงโทษ
พระเยซูได้ยกตัวอย่างนางกษัตริย์ที่ดั้นด้นมาจากแดนไกล เพราะต้องการฟังถ้อยคำของโซโลมอน
คนในยุคนี้ ถ้าไม่ฟังให้ดี ไม่หิวกระหายพระคำ นางกษัตริย์จะเป็นพยานปรับโทษ
ชนชาวนินะเวห์ก็เช่นกัน จะเป็นตัวอย่างพยานปรับโทษคนในยุคนี้ที่ไม่ยอมกลับใจ  ไม่เหมือนชนชาวนีนะเวห์นั้น เมื่อโยนาห์ประกาศ ก็กลับใจใหม่ทันที

การกลับใจใหม่จึงตามมาหลังจากที่รู้ว่าตนเองได้ทำผิด เขาผู้นั้นต้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การกระทำของเขาใหม่ เขารู้ว่าการกระทำใดใดในชีวิตของเขาที่ไม่ได้มีพระเจ้า ปลายทางคือความพินาศ เขาจึงกลับใจใหม่  การกลับใจใหม่หมายถึงการกลับทั้งตัวกลับทั้งชีวิต  เช่นเมื่อก่อนรู้ว่าเราเป็นคนบาปช่วยตัวเองไม่ได้ เดี๋ยวนี้เราเข้ามาพึงฤทธิ์เดชอำนาจของพระเยซูคริสต์ ช่วยชำระเราให้พ้นจากอำนาจบาป ช่วยเราปลดปล่อยเราให้พ้นจากอำนาจของผีมารซาตาน ทำให้เรามีชีวิตใหม่ มีกำลังใหม่ ที่จะทำได้  เรากลับใจหมายถึงเราหันหลังกลับให้กับสิ่งที่เราเคยทำมา และมองตรงไปข้างหน้าที่พระเยซูคริสต์ และติดตามพระองค์ไป

เรากลับใจใหม่หมายถึงเราตัดสินใจสละทิ้งสิ่งเก่าๆ ชีวิตเก่าในอดีต โดยพึ่งพาพระคุณพระองค์

สิ่งนี้เราต้องประกาศออกไป  เพื่อคนทั้งหลายจะกลับใจใหม่ได้
Luke 24:46 ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “มี​คำ​เขียน​ไว้​อย่าง​นั้น​ว่า ​พระ​คริสต์​จะต้อง​ทรง​ทน​ทุกข์​ทรมาน และ​ทรง​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย​ใน​วันที่​สาม​
Luke 24:47 และ​จะต้อง​ประกาศ​ทั่ว​ทุก​ประชาชาติ​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ ให้​เขา​กลับ​ใจ​ใหม่​รับ​การ​ยก​บาป ตั้ง​ต้น​ที่​กรุง​เยรูซาเล็ม​
Luke 24:48 ท่าน​ทั้ง​หลาย​เป็น​พยาน​ด้วย​ข้อความ​เหล่า​นั้น​
Luke 24:49 และ​ดู​เถิด เรา​จะ​ส่ง​ซึ่ง​พระ​บิดา​ของ​เรา​ทรง​สัญญา​นั้น มา​เหนือ​ท่าน​ทั้ง​หลาย แต่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​คอย​อยู่​ใน​กรุง​จนกว่า​ท่าน​จะ​ได้​ประกอบด้วย​ฤทธิ์​เดช​ที่มา​จาก​เบื้อง​บน”

พระเยซูบอกว่าเพราะเหตุที่พระคริสต์ต้องทนทุกข์ทรมาณเพื่อเรา และทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย นี่พิสูจน์ว่าพระองค์มีอำนาจเหนือความตาย มีอำนาจเหนือบาปที่ทำให้มนุษย์ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจบาปนั้นและส่งผลออกมาเป็นความตาย (โรม 6:23)
ข่าวดีนี้ต้องประกาศออกไปแก่ทุกประชาชาติ (คนต่างชาติทุกชาติพันธ์) เพื่อเขาจะได้ทราบและกลับใจใหม่ และรับการยกโทษบาป เริ่มจากที่ที่เราอยู่ (กรุงเยรูซาเล็ม) เป็นพยานด้วยข้อความเหล่านี้แพร่ขยายไปเรื่อยๆ (กิจการ 1:8)
และมีคำสัญญาว่า พระเยซูจะส่งซึ่งพระบิดาทรงสัญญานั้น (โยเอล 2:28-29) นั่นคือพระวิญญาณบริสุทธิ์   ดังนั้นในสมัยเราปัจจุบันนี้ นี่คือยุคของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำพระราชกิจของพระองค์  เมื่อผู้ใดเชื่อแล้ว ก็ควรสอนหนุนใจให้ผู้เชื่อเข้าใจและปรารถนาบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย  ซึ่งเรื่องนี้จะนำมาแบ่งปันในอนาคต (สำหรับที่คริสตจักร ผมจะเทศน์เรื่องนี้ในสัปดาห์หน้า)

สำหรับคนคนเดียวที่กลับใจใหม่ พระคัมภีร์บอกว่าจะมีความปรีดีในสวรรค์
Luke 15:7 เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า เช่นนั้น​แหละ จะ​มี​ความ​ปรีดี​ใน​สวรรค์ เพราะ​คน​บาป​คน​เดียว​ที่​กลับ​ใจ​ใหม่ มากกว่า​เพราะ​คน​ชอบธรรม​เก้า​สิบ​เก้า​คน​ที่​ไม่​ต้อง​การ​กลับ​ใจ​ใหม่​

ดังนั้นให้เราขอบคุณพระเจ้าที่เห็นคนมารับความรอดทุกอาทิตย์  อย่าเห็นจนเกิดความรู้สึกเคยชิน  ขอพระเจ้าช่วยให้เรามีความกระตือรือล้นที่จะทำทุกสิ่งให้เป็นที่ถวายพระเกียรติพระเจ้า  ขอพระเจ้าประทานให้สมาชิกทุกคนมีความกระตือรือล้นรอรับวันเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์เหมือนที่ผมได้เทศน์ไปแล้ว  กระตือรือล้นพาคนมารับความรอด  กระตือรือล้นพาคนมาโบสถ์มาแคร์ กระตือรือล้นพัฒนาชีวิตตนเอง  กระตือรือล้นในการดูแลผู้เชื่อใหม่และฝูงแกะของพระเจ้า และกระตือรือล้นในการกลับใจใหม่จากความผิดบาปที่เราทำ ฯลฯ

แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้าครับ ปฐมโอวาทเรื่องความเชื่อในพระเจ้า 

วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2553

C) ประสบการณ์ : การระแวดระวังตัวในสงครามฝ่ายวิญญาณ

สัปดาห์ที่ผ่านมาเราจัดงานสัมมนาภาคกลางฟื้นฟูขึ้นที่กรุงเทพฯ  แต่พี่น้องครน.จะเรียกว่าค่ายนะครับ  ขอบคุณพระเจ้าที่จบลงด้วยดีเยี่ยม  สรรเสริญพระเจ้าที่พี่น้องทั้งหลายได้ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปเป็นที่ถวายเกียรติพระเจ้ามาก

ผมอยากจะบันทึกประสบการณ์ที่เผชิญในงานนี้ไว้ตรงนี้เพื่อวันหนึ่งข้างหน้าจะได้ไม่ลืม  ผมได้เคยเล่าให้ฟังเรื่องการจู่โจมของผีมารซาตานสมัยปีที่แล้วที่ไปประกาศที่ต่างจังหวัด  เราจัดงานสัมมนาหรือค่ายแบบที่พี่น้องครน.เรียกในวันเสาร์ที่ 23 ถึงวันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม  ผมรับผิดชอบในการเทศนาทั้งสองคืน มีพี่น้องท่านหนึ่งได้เสนอไว้ในข้อคิดเห็นในบล็อกเมื่อเดือนกรกฏาคมว่าอยากให้ผมนำเรื่องยุคสุดท้ายมาสอนมาเทศนาบ้าง เพื่อเตือนสติผู้เชื่อให้มีความเข้าใจ  นี่จึงเป็นที่มาของคำเทศนาเรื่องการเตือนใจวันที่พระคริสต์จะกลับมาพิพากษาโลก

สำหรับการสัมมนาครั้งนี้ ก็แสวงหาพระเจ้าสุดใจ ปรารถนาที่จะเห็นพี่น้องทุกคนที่มาร่วมได้ยินเสียงของพระเจ้า  สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวผมจะไม่มีวันทำให้ผมลืมได้เลย  เรื่องเกิดขึ้นในวันเสาร์ตอนกลางคืนตอนที่ผมเทศนาไปได้สักพักหนึ่ง แล้วก็รู้สึกเหมือนกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดกับผมเมื่อปีที่่แล้ว เพียงแต่ว่าเบากว่า  คือรู้สึกว่าแรงในการพูดไม่ค่อยมี และก็มึนๆนิดหน่อย จึงผ่อนการเทศนาลง และพยายามประคองตนเองในการเทศนาไว้ เพราะอีกสักครู่ก็จะมีวีดีทัศน์ฉายประกอบ  พอฉายวีดีทัศน์ ผมหันหลังให้ที่ประชุมและอธิษฐานขอพระเจ้าควบคุมขับไล่อาการนี้ และการจู่โจมแบบนี้เหมือนที่เคยจู่โจมผมเมื่อปีที่แล้ว แต่ครั้งนี้เบากว่า  มาทราบเอาภายหลังว่าพระเจ้าดลใจบางคนให้มาอธิษฐานสนับสนุนผมด้วยในช่วงนั้น นอกจากที่มีทีมอธิษฐานสนับสนุนอยู่แล้ว ขอบคุณพระเจ้า  สรุปว่าการเทศนาวันนั้นก็ผ่านไปได้จนจบ

คืนวันอาทิตย์อีกคืนหนึ่งขณะกำลังนมัสการกัน ผมเกิดความรู้สึกมึนเล็กน้อยอีกแล้วและเหมือนแรงหายไปนิดหน่อย แต่ครั้งนี้เบากว่าคืนวันเสาร์ พอรู้ตัวก็เริ่มไปอธิษฐานต่อสู้ขับไล่ผีมารซาตานในพระนามพระเยซูคริสต์  แล้วจึงขึ้นไปเทศนาได้ตามปกติ

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งสองคืนทำให้รู้ได้ว่า งานสำคัญๆ งานใหญ่ๆนี้ งานที่ต้องการจะนำพระคำพระเจ้ามาเปิดเผยความจริงให้คนทั้งหลายได้ทราบนี้นั้น มารซาตานไม่ชอบและพยายามจู่โจมทำลาย  นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ยื่งต้องตระหนัก ยิ่งต้องอธิษฐาน ยิ่งต้องพึ่งพาฤทธิ์เดชพระวิญญาณมากขึ้นไปอีก

สรรเสริญพระเจ้า ขอพระเจ้าได้รับพระเกียรติทั้งสิ้น

ปล. อาทิตย์นี้จะเทศนาต่อจนจบตอนที่สาม  พี่น้องสามารถสั่งคำสอนคำเทศนางานนี้ได้ครับที่Hope Book Store

วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2553

A) Word of God : กฏแห่งบาปและประถมโอวาทของพระคริสต์


เราได้ดูชีวิตมนุษย์กันมาหลายครั้งแล้ว เรื่องการตกอยู่ภายใต้การแช่งสาป เรื่องการเยียวยาบาดแผลภายใน  และนั่นเป็นเหตุที่เราต้องประกาศนำเขามารู้จักพระเจ้า ซึ่งเราได้ดูวิธีการเป็นพยานไปในครั้งที่แล้ว  ถ้าเขาผู้นั้นตัดสินใจต้อนรับพระคริสต์  ชีวิตใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นภายในผู้นั้นแล้ว  เราควรปูพื้นฐานพระวจนะอะไรในชีวิตของเขา  ผมขอใช้แนวทางจากในพระธรรมฮีบรูมาประกอบการเขียนครับ
ฮีบรู 6:1-3
1   เหตุฉะนั้นขอให้เราผ่านหลักธรรมเบื้องต้นแห่งคริสตศาสนา  ไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่  ไม่วางรากฐานซ้ำอีก  คือเรื่องการกลับใจจากการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย  เรื่องความเชื่อในพระเจ้า
2   และคำสอนว่าด้วยพิธีล้างชำระ  และพิธีวางมือ  และการเป็นขึ้นมาจากตาย  และการพิพากษาลงโทษเป็นนิตย์นั้น
3   ถ้าพระเจ้าจะทรงโปรดอนุญาต  เราก็จะได้ก้าวหน้าไปอย่างนี้

ความจริงแล้วไม่ค่อยชอบการแปลพระคัมภีร์แบบนี้เลย “คริสตศาสนา”  ผู้เชื่อทุกคนต้องรู้ว่าเรามาเชื่อในพระเยซูคริสต์  ไม่ใช่มาเชื่อในศาสนาคริสต์  ศาสนาคือหลักคำสอน  แต่ที่เราเชื่อคือตัวองค์พระเยซูคริสต์  เป็นตัวบุคคลที่เป็นพระเจ้าที่สามารถช่วยเราได้ เป็นความหวังให้กับเรา  ให้สันติสุข ให้ความรอด ฯลฯ ให้กับเราแบบที่ศาสนาไม่ว่าศาสนาใดในโลกนี้สามารถทำได้  ศาสนาสอนดีไหม?  สอนดี  แต่เราทำไม่ได้  อะไรผิด?  ทำไมเราทำไม่ได้  เพราะเราไม่มีกำลังที่จะทำ

โรม 7:12-13
12   เหตุฉะนั้นธรรมบัญญัติจึงเป็นสิ่งบริสุทธิ์  และข้อบัญญัติก็บริสุทธิ์ยุติธรรมและดีงาม
13   ถ้าเช่นนั้น  สิ่งที่ดีกลับทำให้ข้าพเจ้าต้องตายหรือ  หามิได้  บาปต่างหาก  คือบาปซึ่งอาศัยสิ่งที่ดีนั้นทำให้ข้าพเจ้าต้องตาย  เพื่อจะให้ปรากฏว่าบาปนั้นเป็นบาปจริง  และโดยอาศัยธรรมบัญญัตินั้น  บาปก็ปรากฏว่าชั่วร้ายยิ่งนัก

คำสอนของศาสนาสอนดีไหม? สอนดี  แต่เราทำไม่ได้  ที่เราทำไม่ได้เพราะบาปที่อยู่ในตัวเรา  อำนาจบาปที่อยู่ในตัวเรา  อำนาจบาปที่นำให้คนทั้งโลกไปสู่ขุมนรกนั้น

โรม 7:15-20
15   ข้าพเจ้าไม่เข้าใจการกระทำของข้าพเจ้าเอง  เพราะว่าข้าพเจ้าไม่ทำสิ่งที่ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะทำ  แต่กลับทำสิ่งที่ข้าพเจ้าเกลียดชังนั้น
16   เหตุฉะนั้นถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาที่จะทำ  และข้าพเจ้ายอมรับว่าธรรมบัญญัตินั้นดี
17   ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมิใช่ผู้กระทำ  แต่ว่าบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้ทำ
18   ด้วยว่าในตัวข้าพเจ้า  คือในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย  เพราะว่าเจตนาดีข้าพเจ้าก็มีอยู่  แต่ซึ่งจะกระทำการดีนั้นข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่
19   ด้วยว่าการดีนั้นซึ่งข้าพเจ้าปรารถนาทำ  ข้าพเจ้าไม่ได้กระทำ  แต่การชั่วซึ่งข้าพเจ้ามิได้ปรารถนาทำ  ข้าพเจ้ายังทำอยู่
20   ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะทำ  ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ  แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้กระทำ

นี่คือคำพูดของอ.เปาโลที่น่าสมเพชชีวิตตนเองยิ่งนัก  ไม่เข้าใจตัวเอง  รู้ว่าอะไรดี แต่ไม่ทำ  ไปทำสิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง  นี่เป็นชีวิตของมนุษย์ทุกคนใช่ไหม   รู้ว่าอะไรดี  รู้ว่าศาสนาสอนเราให้เราเป็นคนดี  รู้ทั้งรู้ว่าอะไรดีถูกต้อง  แต่ไม่ทำ ทำไม่ได้ กลับไปทำสิ่งที่ไม่อยากทำ   เปาโลบอกว่า ถ้าเรายังทำสิ่งที่เราไม่ปรารถนาจะทำ  นั่นก็เพราะบาปที่อยู่ในตัวเราเป็นผู้กระทำ  อำนาจฝ่ายต่ำในตัวเรากระทำ

โรม 7:23-24
23   แต่ข้าพเจ้าเห็นมีกฎอีกอย่างหนึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า  ซึ่งต่อสู้กับกฎแห่งจิตใจของข้าพเจ้า  และชักนำให้ข้าพเจ้าอยู่ใต้บังคับกฎแห่งบาป  ซึ่งอยู่ในกายของข้าพเจ้า
24   โอย  ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้  ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายนี้ซึ่งเป็นของความตายได้

แล้วใครจะช่วยเราได้  เปาโลร้อง   ใครจะช่วยเราให้พ้นจากกฏแห่งบาป  กฏแห่งบาปที่ชักนำให้เราทำสิ่งที่ผิดจริยธรรม  สิ่งที่ผิดต่อศีลธรรมอันดีที่อยู่ในใจเรา(กฎแห่งจิตใจ)

โรม 7:25
25   ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้า  โดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา  ฉะนั้นทางด้านจิตใจของข้าพเจ้านั้น  ข้าพเจ้าเชื่อฟังกฎของพระเจ้า  แต่ด้านฝ่ายเนื้อหนังของข้าพเจ้า  ข้าพเจ้าเป็นทาสของกฎแห่งบาป

เปาโลขอบพระคุณพระเจ้า  เพราะโดยพระเยซูคริสต์ ได้ไถ่เราแล้ว ได้ล้างบาปผิดโทษทัณฑ์แห่งบาปไปหมดสิ้นแล้ว   สิ่งที่คงเหลืออยู่ในชีวิตของเราคือเนื้อหนังของเราซึ่งอยู่ภายใต้กฏแห่งบาป  เมื่อใดที่เรายอมให้เนื้อหนังของเรามีอิทธิพลต่อชีวิตเรา เราก็กลายเป็นทาสของกฏแห่งบาป  ทาสไม่ได้เป็นเจ้าของตนเอง  เขาเป็นทาส  เขาไม่มีสิทธิคิดอะไร ทำอะไรเองได้  เขาต้องทำตามที่นายสั่งเท่านั้น (นายในที่นี้ได้แก่กฏแห่งบาป)
เราผู้เชื่อได้รับการไถ่แล้ว  รอดพ้นจากความผิดบาปแล้ว  เราต้องไม่ยกชีวิตเราให้อยู่ใต้อำนาจบาปอีกต่อไป  พระเจ้าจะช่วยเรา  ค่อยๆขัดสีฉวีวรรณชีวิตเราให้สวยสดงดงามมากขึ้นเรื่อยๆ    กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวนะครับ  ชีวิตเราพระเจ้ากำลังสร้าง กำลังขัดเกลา  ปรับปรุงตกแต่งให้สวยงามมากขึ้นเรื่อยๆ   ยิ่งเราติดตามพระเจ้าไปนานๆ  เรายิ่งรับการเปลี่ยนแปลงไปมากขึ้นเรื่อยๆ
จะมีเพียงกรณีที่เรายอมตกอยู่ภายใต้อำนาจบาป  เรายกสิทธิแห่งการไถ่นั้นไปให้มารใช้  เรายอมมาร  เราไม่เชื่อว่าพระเจ้าทรงฤทธิ์อำนาจช่วยเราทั้งหลายทุกคนได้

โรม 8:1-2
1   เหตุฉะนั้นการลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ในพระเยซูคริสต์
2   เพราะว่ากฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต  ในพระเยซูคริสต์  ได้ทำให้ข้าพเจ้าพ้นจากกฎแห่งบาปและความตาย

ผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์  ไม่มีใครมาทำอันตรายเราได้  ไม่มีการลงโทษใดใดมาถึงชีวิตเราได้  ไม่มีการแช่งสาปใดใดตกทอดมาสู่เราได้   เราเป็นลูกของพระเยซูคริสต์   เราอยู่ภายใต้กฏใหม่แล้ว คือกฏของพระวิญญาณแห่งชีวิต  เราไม่ได้อยู่ภายใต้กฏแห่งบาปและความตายอีกต่อไป  ยกเว้นแต่เรายอมให้เนื้อหนังเรามีอำนาจเหนือเรา  เราถึงต้องปราบ ต้องทุบตีเนื้อหนังของเราให้อยู่มือ 1 โครินธ์ 9:27 (เขียนมาถึงตรงนี้  อนาคตคงต้องเขียนเรื่องชีวิตคริสเตียนที่อยู่ภายใต้อำนาจของเนื้อหนังแทนที่จะอยู่ภายใต้พระวิญญาณบริสุทธิ์ด้วย)

โรม 8:5-6
5   เพราะว่าคนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง  ก็ปักใจในสิ่งซึ่งเป็นของของเนื้อหนัง  แต่คนทั้งหลายที่อยู่ฝ่ายพระวิญญาณ  ก็สนใจในสิ่งซึ่งเป็นของพระวิญญาณ
6   ด้วยว่าซึ่งปักใจอยู่กับเนื้อหนัง  ก็คือความตาย  และซึ่งปักใจอยู่กับพระวิญญาณก็คือชีวิตและสันติสุข

สรุปตอนนี้ว่า เมื่อเราเชื่อเป็นคริสเตียน  เราไม่ได้อยู่ใต้กฏแห่งบาปอีกต่อไป  พระเยซูไถ่ให้แล้ว  แต่ในตัวเรายังมีตัวเก่าอยู่ คือ เนื้อหนังของเรา ซึ่งจะต้องขอพระเยซูชำระและเราเองก็ต้องตัดสินใจยอมตายต่อตนเองด้วย  ในขณะเดียวกันก็มีพระวิญญาณพระเจ้าอยู่ในชีวิตเรา เป็นสิ่งใหม่เกิดขึ้นเมื่อเรามาเชื่อ ซึ่งสองสิ่งนี้ต่อสู้กันอยู่  คริสเตียนจึงต้องสนับสนุนพระวิญญาณบริสุทธิ์ ให้ยิ่งนานวันยิ่งทวีกำลังมากขึ้นในชีวิตเรา  ด้วยการให้อาหารฝ่ายวิญญาณคือพระคัมภีร์  ออกกำลังกายความเชื่อด้วยการอธิษฐาน  สัมพันธ์สนิทกับพระคริสต์   สำหรับผู้เชื่อเมื่อมาเชื่อพระเจ้าแล้ว  ดีที่สุดคือแนะนำให้เขาอ่านพระคัมภีร์ทุกวันเริ่มจากเล่มที่ง่ายๆที่สุดก่อนเช่นมาระโกเป็นต้น  อย่าเอาอย่างผมเลย เมื่อผมเชื่อเล่มที่ผมอ่านก่อนคือวิวรณ์เพราะอยากรู้ (นั่นยากเกินไปสำหรับผู้เชื่อใหม่ๆ)  อ่านพระคัมภีร์ไปเรื่อยๆ  พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสอนความเข้าใจให้กับผู้เชื่อเอง  นอกจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ยังมีผู้เชื่อเก่าที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลสมัยเริ่มต้นเชื่อ  เหมือนต้นไม้เวลาเริ่มงอกขึ้นมาใหม่ๆ  เราจะเห็นมีใบเลี้ยงสำหรับระยะแรกๆ   นอกจากพระคัมภีร์แล้วก็อธิษฐานด้วยกัน  ผู้เชื่อใหม่จะเรียนรู้การอธิษฐานจากตัวของเราที่อธิษฐานร่วมกับเขา

เขียนมาเสียยาวยังไม่ได้เข้าเรื่องการกลับใจใหม่เลย
ในข้อ 1 ของฮีบรูบทที่ 6 บอกว่าให้เราผ่านหลักธรรมเบื้องต้น   ในภาษาแปลเดิม ไทยคิงเจมส์  บอกว่า   Heb 6:1 เหตุฉะนั้นให้เราละประถมโอวาทของพระคริสต์ไว้ และให้เราก้าวหน้าไปถึงความบริบูรณ์ อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาวางเป็นรากอีกเลย คือการกลับใจเสียใหม่จากการกระทำที่ตายแล้ว และความเชื่อในพระเจ้า

ให้เราละประถมโอวาทของพระคริสต์ไว้   อาเมน.. แปลอย่างนี้ค่อยน่าฟังหน่อย  ดีกว่าแปลว่า  ผ่านหลักธรรมเบื้องต้นแห่งคริสตศาสนา    แปลแบบฉบับปี 1971  เลยเขียนเสียยาวเลย

ละประถมโอวาทของพระคริสต์   =  ให้เราผ่านโอวาทเบื้องต้น คำสอนเบื้องต้นของพระคริสต์  ซึ่งได้แก่  
1. การกลับใจจากการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย 
2. เรื่องความเชื่อในพระเจ้า
3. คำสอนว่าด้วยพิธีล้างชำระ 
4. พิธีวางมือ
5. การเป็นขึ้นมาจากตาย
6. การพิพากษาลงโทษเป็นนิตย์นั้น

ในภาษากรีก ก็พูดแบบเดียวกับฉบับไทยคิงเจมส์  ให้ผ่านพระวจนะ(Logos)เริ่มแรก  ให้ผ่านไปข้างหน้า  ครับ 6 อย่างนั้นคือจุดเริ่มต้น ไปสู่คำสอนอื่นๆต่อไป เพื่อเราจะเติบโตขึ้นสู่ความไพบูลย์  หกอย่างนี้ก็เป็นเหมือนน้ำนมฝ่ายวิญญาณที่ใช้เลี้ยงดูทารกแรกเกิด   ทารกแรกเกิดหรือผู้เชื่อใหม่เขายังทานอาหารแข็งไม่ได้  อาหารแข็งเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ ถูกฝึกให้มีวิจารณญาณแล้ว
ฮีบรู 5:14   อาหารแข็งเป็นอาหารสำหรับผู้ใหญ่  สำหรับผู้ที่ได้รับการฝึกหัดอบรมให้สามารถรู้จักผิดชอบชั่วดีแล้ว

สำหรับสัปดาห์นี้ขอหยุดไว้ที่ตรงนี้ก่อนครับ แล้วสัปดาห์หน้าถึงค่อยมาเริ่มดูเรื่องการกลับใจใหม่ด้วยกัน

วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553

A) Word of God : วิธีการเป็นพยานและข้อพระคัมภีร์ที่ควรมีไว้ประจำตัวในการประกาศ

พระวจนะสำหรับคริสตชน

เมื่อเราเป็นพยานกับใคร เราอาจดูตัวอย่างจากเปาโลในการเป็นพยานหรือประกาศ เช่นที่ กิจการ 22:1-21 เป็นพยานที่กรุงเยรูซาเล็ม และที่ กิจการ 26:1-29 ที่เมืองซีซารียา

เราสังเกตเห็นว่า เมื่อเปาโลจะกล่าวคำพยาน

เปาโลจะเริ่มต้นด้วยการกล่าวนำชมเชยผู้ที่ฟังอยู่ในตอนนั้น กจ. 26:3

นอกจากนั้นก็พูดหาตัวร่วม กจ. 22:2-3 , 22:4 , 26:5

แล้วก็เริ่มกล่าวคำพยาน แนะนำตัวเองที่ดูน่าเชื่อถือ เช่นเรียนกับอาจารย์ชื่อเสียงดี กจ. 22:3 , 26:4-5

เล่าชีวิตหนหลังก่อนเชื่อ กจ. 22:5 , 26:9-11

เล่าเหตุการณ์ขณะเมื่อต้อนรับพระเจ้านั้น กจ. 22:6-16 , 26:12-18

เล่าชีวิตหลังจากต้อนรับแล้ว กจ. 22:17-21 , 26:19-23

เชิญชวนต้อนรับพระคริสต์ กจ. 26:25-29



ครับ นั่นก็เป็นตัวอย่างการเป็นพยานประกาศข่าวประเสริฐ ไม่ได้มีสิ่งใดยาก เราเพียงเป็นพยานเล่าประสบการณ์ชีวิตของเราก่อนเชื่อ เมื่อเชื่อ และหลังเชื่อแล้วว่าเป็นอย่างไร แล้วท้าชวนให้เขาเชื่อเช่นเรา

ทุกคนมีประสบการณ์นั้นอยู่แล้ว แต่แตกต่างกันไปตามแต่วิถีชีวิตของแต่ละคน และประสบการณ์การมาเชื่อพระเจ้าของเรา อาจเหมาะสมกับคนฟังในเวลานั้นก็ได้ เนื่องด้วยชีวิตเขามีความคล้ายคลึงกันกับชีวิตเรา และนั่นจะเป็นเหตุนำเขามาถึงทางแห่งความรอดได้ ด้วยคำพยานของเราเอง

คำพยานมีหลายๆแบบ ก็เป็นสิ่งที่ดีครับ แตะต้อง เปิดใจคนได้


ที่นี้ก็จะขอมาสู่ตัวอย่างข้อพระคัมภีร์ที่เอาไว้ใช้สำหรับการประกาศครับ อย่าลืมนะครับว่าทุกคนประกาศได้เป็นพยานได้ สำหรับข้างบนเป็นตัวอย่างวิธีการเป็นพยานสำหรับทุกคนครับ

แต่ตอนนี้จะเป็นข้อพระคัมภีร์สำหรับประกาศอีกระดับหนึ่ง สำหรับคนที่รู้พระคัมภีร์มากขึ้นไปอีกหน่อยหนึ่ง


ตัวอย่างข้อพระคัมภีร์


มัทธิว 11:28 บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข

ยอห์น 3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์

ยอห์น 6:35 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิว และผู้ที่วางใจในเรา จะไม่กระหายอีกเลย

ยอห์น 4:14 แต่ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้น จะไม่กระหายอีกเลย น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้น จะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์"

มาระโก 16:17-18 17 มีคนเชื่อที่ไหนหมายสำคัญเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นที่นั้น คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาแปลกๆ
18 เขาจะจับงูได้ ถ้าเขากินยาพิษอย่างใด จะไม่เป็นอันตรายแก่เขา และเขาจะวางมือบนคนไข้คนป่วย แล้วคนเหล่านั้นจะหายโรค"

กิจการของอัครทูต 4:30 ในเมื่อพระองค์ได้ทรงเหยียดพระหัตถ์ของพระองค์ออกรักษาโรคให้หาย และได้โปรดให้หมายสำคัญกับการอัศจรรย์บังเกิดขึ้น โดยพระนามแห่งพระเยซูผู้รับใช้บริสุทธิ์ของพระองค์"

กิจการของอัครทูต 4:12 ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า"

โรม 1:16 เพราะว่าข้าพเจ้า ไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด พวกยิวก่อน แล้วพวกต่างชาติด้วย

โรม 10:9 คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจว่า พระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด

เอเฟซัส 2:9 ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้

ยอห์น 14:27 เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย

ยอห์น 10:10 ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์

มัทธิว 7:11 เหตุฉะนั้น ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์

ลูกา 15:10 เช่นนั้นแหละ เราบอกท่านทั้งหลายว่าจะมีความปรีดีในพวกทูตของพระเจ้า เพราะคนบาปคนเดียวที่กลับใจใหม่"

โรม 5:6 ขณะเมื่อเรายังขาดกำลัง พระคริสต์ก็ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อช่วยคนบาปในเวลาที่เหมาะสม

โรม 5:8 แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา

มัทธิว 7:13 "จงเข้าไปทางประตูแคบ เพราะว่าประตูใหญ่ และทางกว้างซึ่งนำไปถึงความพินาศ และคนที่เข้าไปทางนั้นมีมาก
มัทธิว 7:14 เพราะว่าประตูซึ่งนำไปถึงชีวิตนั้นก็คับและทางก็แคบ ผู้ที่หาพบก็มีน้อย

วิวรณ์ 3:20 นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้นและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา

ยอห์น 1:12 แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า

โรม 8:15 เหตุว่าท่านไม่ได้รับน้ำใจทาสซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตรของพระเจ้า ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า "อับบา" คือพระบิดา

ยอห์น 8:12 อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า "เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต"

 
ขอพระเจ้าอวยพรทุกท่านในการประกาศพระนามพระเจ้าครับ