วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

A) Word of God : การงานของอดีต : การรักษาเยียวยาภายใน

พระวจนะสำหรับคริสตชน

การงานของอดีต : การรักษาเยียวยาภายใน

จากครั้งที่แล้ว เราได้ดูภาพของชีวิตเราจากการตกอยู่ภายใต้การแช่งสาปจากชีวิตเดิมที่ไม่รู้จักกับพระเจ้า ไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า  จนมารู้จักกับพระเจ้า พระเจ้าได้ปลดปล่อยเราให้พ้นจากการแช่งสาป  และจะนำเราจนได้เข้าสู่สวนเอเดนใหม่ที่พระเจ้าได้เตรียมไว้ให้กับเรานั่นก็คือ เมืองบริสุทธิ์  นครเยรูซาเล็มใหม่  (อ่านได้จากวิวรณ์ บทที่ 21-22)

มีอะไรบ้างในเมืองนั้น ท่านทั้งหลายลองอ่านดูนะครับ นั่นคือที่สุดท้ายสำหรับผู้เชื่อที่เราจะไป
สรุปอีกครั้ง  ผู้เชื่อในสมัยปัจจุบันเมื่อล่วงหลับวิญญาณจิตจะไปอยู่กับพระเจ้าบนเมืองบรมสุขเกษม และเมื่อพระเยซูคริสต์กลับมา จะพาวิญญาณจิตของผู้เชื่อทั้งหลายนั้นกลับมาด้วย แล้ววิญญาณจิตนั้นจะรวมกับธุลีผงคลีเถ้าถ่านร่างกายของเราบนแผ่นดินโลก และเปลี่ยนแปลงกายใหม่เป็นกายวิญญาณ  หลังจากนั้นจะครอบครองโลกเป็นระยะเวลาพันปี และมาจบลงที่นครเยรูซาเล็มใหม่ (ลองกลับไปอ่านเรื่องสวรรค์ เมืองบรมสุขเกษม)

ยังมีสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เราต้องปัดกวาดออกไป ไม่ปล่อยให้ฝังลึกอยู่ในชีวิตเรา ครั้งที่แล้วได้เสนอแนะให้นำผู้เชื่อใหม่ตัดสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆในอดีตอย่างเป็นทางการด้วยการอธิษฐานร่วมกับเขา และนำเขาตัดความสัมพันธ์กับผีวิญญาณชั่วที่เคยเคารพบูชา หรือตัดความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆที่เราฝังแน่นยึดแน่นไว้ในใจเรา  หรือตัดสัมพันธ์กับสิ่งที่บรรพบุรุษของเราได้ยกเราให้กับสิ่งต่างๆ หรือตัดสัมพันธ์กับการสาปแช่งในอดีต ฯลฯ  เป็นการพูดออกมาด้วยวาจาของเราเอง ว่าไม่ขอมีส่วนร่วมกับสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป โดยพระนามพระเยซูคริสต์
                เพราะพระนามพระเยซูมีฤทธิ์อำนาจ  เราใช้พระนามพระเยซูในการกล่าวคำอธิษฐานต่างๆ  
ฟิลิปปี 2:9-11
Phil 2:9 เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงยกพระองค์ขึ้นอย่างสูงที่สุดด้วย และได้ทรงประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงให้แก่พระองค์
Phil 2:10 เพื่อ `หัวเข่าทุกหัวเข่า' ในสวรรค์ก็ดี ที่แผ่นดินโลกก็ดี ใต้พื้นแผ่นดินโลกก็ดี `จะต้องคุกกราบลง' นมัสการในพระนามแห่งพระเยซูนั้น
Phil 2:11 และเพื่อ `ลิ้นทุกลิ้นจะยอมรับ' ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า อันเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าพระบิดา

นอกจากนั้นก็อาจเป็นบาดแผลต่างๆในชีวิตเราที่ต้องการพระคุณพระเจ้ามาเยียวยารักษา พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ชื่อว่าเป็น พระผู้ปลอบประโลมใจ อีกผู้หนึ่ง (ยอห์น 14:16 ฉบับไทยคิงเจมส์) หมายความถึงเป็นตัวแทนของพระเยซูคริสต์ที่มาอยู่เคียงข้างเรา เป็นเหมือนองค์พระเยซูคริสต์ที่มาอยู่กับเราตลอดเวลา มาปลอบประโลมใจเรา อีกชื่อคือ พระวิญญาณแห่งความจริง (ยอห์น 14:17) นำความจริงทุกสิ่งมาเปิดเผยให้เราทราบ    จะเข้ามาทำหน้าที่เยียวยารักษาบาดแผลต่างๆเหล่านั้นให้กับเรา 
บาดแผล เช่น
·       รากขมขื่น  
·       การขาดครอบครัวดูแล  หรือครอบครัวขาดความรัก ฯลฯ
·       บาดแผลในวัยเด็กฝังลึก
·       ประสบการณ์ที่ไม่ดีในอดีต
·       หรือความเจ็บช้ำน้ำใจจากคนรักทำให้


จากเว็บ ได้มีข้อเขียนว่า
บาดแผลชีวิต คือ ประสบการณ์ที่ไม่ดีในชีวิตตั้งแต่วัยเด็กตลอดมา เช่น การถูกด่า ถูกว่า ถูกเปรียบเทียบ ได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม ผิดหวัง อกหัก สอบตก ถูกทำร้าย ถูกเอาเปรียบ พ่อแม่ลงโทษมากไป ครูอาจารย์ด่าว่าลงโทษจนเกินเหตุ การร้บน้องใหม่ที่โหดร้ายทารุณ ฯลฯ ซึ่งเรามักจะเก็บเอาไว้ในส่วนของจิตใต้สำนึก
บางคนเรียกว่า รอยกรรม
บางคนเรียกว่า หนามชีวิต
สิ่งเหล่านี้จะคอยทิ่มแทงจิตสำนึกของเราให้ไม่มีความสุข นึกถึงแต่ความต่ำต้อย เจ็บปวด เกิดเป็นความอาฆาตแค้น ก้าวร้าว เหรือเกิดเป็นปมด้อย ทำให้กดเก็บปกปิดตัวเอง เพราะคิดว่าตัวเองต่ำต้อย
เกิดเป็นลักษณะและนิสัยที่ไม่พึงปรารถนา เช่น อาฆาต ก้าวร้าย อิจฉาริษยา ใจน้อย แสนงอน ขี้อายมากๆ หรือซึมเศร้า หลีกหนีสังคม ขาดความมั่นใจตัวเอง หรือต่อต้านสังคม
บาดแผลชีวิตในจิตใต้สำนึกนี้จะส่งผลไปที่จิตสำนักให้ไม่มีควาสุข เวลาจะตัดสินใจทำสิ่งใดก็จะทำไปด้วยความไม่รักเพื่อนมนุษย์และไม่รักตัวเอง ทำให้การทำงานหรือกิจกรรมชีวิตเหล่านั้นไม่สร้างสรรค์ ผลตอบแทนหรือผลลัพธ์ก็ไม่ดี ทำให้นำไปเก็บเพิ่มเติมไว้ในส่วนของจิตใต้สำนึกที่ไม่ดีมากยิ่งขึ้น เป็นวงจรที่ไม่ดีตลอดไป

การจะรักษาบาดแผลชีวิตในจิตใต้สำนึกให้หายไปนั้นต้องนึกถึง
1. รู้จักอภัยคนที่ทำผิดพลาดกับเรา ว่าเขาทำไปด้วยความไม่รู้ หรือด้วยวิบากกรรมที่เราเคยทำกับเขามา เขาจึงมากระทำไม่ดีกับเรา จงถ่อมตัวยอมรับสิ่งนั้นเสีย และเร่งทำความดีให้มากขึ้น โดยการช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่นให้มากขึ้น รักตัวเองและผู้อื่นให้มากขึ้น ผลแห่งการทำความดีนี้จะทำให้เราได้รับสิ่งที่ดีๆตอบแทน และให้ทำความดีมากขึ้นๆ ตลอดไปด้วย
2. ให้มองหาความดีของตนที่ได้กระทำมาแล้วบางอย่างและให้นึกซ้ำๆ ในช่วงที่วิ่งเหยาะๆ จำทำให้เกิดความเชื่อว่าตัวเองเป็นคนดี ความเชื่อนี้จะเข้าไปเติมในส่วนจิตใต้สำนึก และไล่ความเชื่อเก่าๆ ที่ไม่ดีออกไป
3. อย่าเกลียดตัวเอง อย่าติตัวเอง ทำตัวเองให้ดีมากขึ้น น่ารักมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นมากขึ้น ให้ชื่นชมตัวเองเสมอๆ ว่าเิริ่มคิดเป็นแล้ว เริ่มทำสิ่งที่ดีๆ ได้มากขึ้นแล้ว เราเก่งขึ้นดีขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้การมองตัวเองไม่ดีลดน้อยลง
4. ให้ถ่อมตัวรักเพื่อนมนุษย์มากขึ้น โดยมองว่าเขาก็มีความดีในขอบเขตของเรา เราจะรักความดีของเขา การรักษาบาดแผลทางกาย ต้องใช้เวลาและเทคนิคที่ละเอียดมาก ถ้าใครรักษาได้ก็จะมีความสุข

ถ้าใครรักษาไม่ได้และคอยซ้ำเติมบาดแผลชีวิตให้เจ็บปวดอยู่เรื่อยๆ ก็จะหาความสุขไม่ได้
ชีวิตก็ไม่สร้างสรรค์


   
   วิทยา นาควัชร "อยู่อย่างสง่า" พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ อมรินทร์พรินต์ติ้งแอนด์พลับบริชชิง จำกัด

ซึ่งเราต้องอาศัยการให้อภัยต่อคนอื่นที่สร้างความเจ็บช้ำให้กับเรา แม้กระทั่งเรายังต้องอภัยให้กับตนเองด้วย
มองไปที่พระเยซู พระองค์ยังให้อภัยเราได้ ไม่ว่าเราจะมีเรื่องอะไร ใหญ่แค่ไหนในชีวิต  พระเยซูคริสต์ให้อภัยเรา เราก็พร้อมที่จะให้อภัยคนอื่นเช่นกัน

โดยธรรมชาติบาปของมนุษย์แล้ว การจะรักเพื่อนมนุษย์มากขึ้น การไม่เกลียดตัวเอง การมองหาความดีของตนเอง และการให้อภัยคนที่ทำผิดพลาดกับเรา  ทำได้ยาก เพราะมนุษย์ก็ยังเป็นมนุษย์ที่มีบาปฝังลึกอยู่ในตัวตน สิ่งต่างๆเหล่านี้จึงทำได้ยากยิ่ง หรืออาจทำไม่ได้เลย   ด้วยเหตุนี้พระเยซูคริสต์จึงต้องเข้ามาในโลกเพื่อช่วยเรา สิ่งใดที่เราทำไม่ได้ ขอพระเยซูช่วย พระองค์ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มาอยู่กับเรา มาเคียงข้างเรา มาให้กำลังใจเรา  มาชี้ทางที่ถูกต้องให้  มาช่วยเราว่าเราจะทำได้อย่างไร ฯลฯ ด้วยเหตุนี้เอง บุคคลที่ต้อนรับพระเยซูไว้ในใจ ให้พระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  ให้พระองค์เป็นจอมเจ้านายในชีวิตของเรา  ให้พระองค์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาผู้นั้นก็รอด
Rom 10:9 คือว่าถ้าท่านจะรับด้วยปากของท่านว่า พระเยซูทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และเชื่อในจิตใจของท่านว่าพระเจ้าได้ทรงชุบพระองค์ให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ท่านจะรอด

รอด รอดจากอะไรบ้าง....

ช่วยให้รอดพ้นจากพระอาชญาของพระเจ้า
Rom 5:9 เพราะ​เหตุ​นั้น​เมื่อ​เรา​เป็น​คน​ชอบธรรม​แล้ว​โดย​พระ​โลหิต​ของ​พระ​องค์ ยิ่ง​กว่า​นั้น​เรา​จะ​พ้น​จาก​พระ​อาชญา​ของพระ​เจ้า​โดย ​พระ​องค์​

ช่วยคนบาปให้รอดพ้นจากบึงไฟนรก
1Tim 1:15 คำ​นี้​เป็น​คำ​จริง​และ​สมควร​ที่​คน​ทั้ง​ปวง​จะ​รับ​ไว้ คือ​ว่า​พระ​เยซู​คริสต์​ได้​เสด็จ​มา​ใน​โลก เพื่อ​จะ​ได้​ทรง​ช่วย​คน​บาป​ให้​รอด และ​ใน​พวก​คน​บาป​นั้น​ข้าพเจ้า​เป็น​ตัว​เอก​

ช่วยจิตวิญญาณให้รอดได้ (มนุษย์มีจิตวิญญาณ  แต่มนุษย์ที่ยังไม่รู้จักพระเจ้าเหมือนกับว่าจิตวิญญาณนั้นได้ตาย เขาไม่รู้จักพระเจ้า เขาติดต่อกับพระเจ้าไม่ได้  จนเมื่อมาเชื่อพระเจ้าแล้วนั้น จิตวิญญาณที่หลับไหลได้เป็นขึ้นมาใหม่ ติดต่อสัมพันธ์กับพระเจ้าได้)
Jas 1:21 เหตุ​ฉะนั้น​จง​เลิก​ความ​โสมม​ทั้ง​หลาย​แหล่ และ​การ​ชั่ว​ร้าย​อันดก​ดื่น และ​จง​น้อม​ใจ​รับ​พระ​วจนะ​ที่​ทรง​ปลูกฝัง​ไว้​แล้ว​นั้น ซึ่ง​สามารถ​ช่วย​จิต​วิญญาณ​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ให้​รอด​ได้

รอดพ้นจากความตาย
Jas 5:20 จง​ให้​ผู้​นั้น​รู้​เถิด​ว่า ผู้​ที่​ช่วย​คน​บาป​คน​หนึ่ง​ให้​พ้น​จาก​ทาง​ผิด​ของ​เขา​นั้น ​ก็​ได้​ช่วย​จิต​วิญญาณ​ของ​เขา​ให้​รอด​พ้น​จาก​ความ​ตาย และ​ได้​กำจัด​บาป​เสีย​มาก​มาย

รอดพ้นจากไฟ   ไฟแห่งการพิพากษาที่คนที่ไม่เชื่อจะต้องพบ (ดูจากบล็อกเรื่อง นรก แดนมรณา แดนคนตาย)
Jude 1:23 จง​ช่วย​คน​ให้​รอด​ด้วย​การ​ฉุด​เขา​ออก​จาก​ไฟ และ​จง​เมตตา​ผู้อื่น​ด้วย​ความ​ยำเกรง​พระ​เจ้า และ​จง​รังเกียจ​แม้แต่​เสื้อ​ที่​เปรอะ​เปื้อน ​ด้วย​โลกีย์​



ทั้งหมดนี้ เรารอดพ้นมิใช่เพราะการกระทำของเราเอง  แต่โดยพระคุณของพระเจ้า
Titus 3:5 ​พระ​องค์​ได้​ทรง​ช่วย​เรา​ให้​รอด มิใช่​ด้วย​การ​กระทำ​ที่​ชอบธรรม​ของ​เรา​เอง แต่​พระ​องค์​ทรง​พระ​กรุณา​ชำระ​ให้​เรา​มี​ใจ​บังเกิด​ ใหม่ และ​ทรง​สร้าง​เรา​ขึ้น​มา​ใหม่ โดย​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​
Eph 2:8 ด้วย​ว่า​ซึ่ง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​รอด​นั้น​ก็​รอด​โดย​พระ​คุณ​เพราะ​ความ​เชื่อ และ​มิใช่​โดย​ตัว​ท่าน​ทั้ง​หลาย​กระทำ​เอง แต่​พระ​เจ้า​ทรง​ประ ทาน​ให้​


ในพระธรรมวิวรณ์ พระธรรมเล่มสุดท้าย ได้กล่าวถึงบรรดาประชาชาติที่รับความรอดแล้วนั้น จะเดินเข้ามาในเมืองบริสุทธิ์ นครเยรูซาเล็มใหม่
Rev 21:24 บรรดาประชาชาติที่รอดแล้วจะเดินไปในท่ามกลางแสงสว่างของเมืองนั้น และบรรดากษัตริย์ในแผ่นดินโลกจะนำสง่าราศีและเกียรติของตนเข้ามาในเมืองนั้น



นี่เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่เราได้รับ คือ รับความรอด  ส่วนสิ่งเล็กน้อยอื่นๆนั้น จงยอมให้พระเจ้าเข้ามาทำการปัดกวาดสิ่งต่างๆที่ไม่สมบูรณ์ออกไปจากชีวิตเรา



ให้ผู้เชื่อใหม่อ่านพระธรรมลูกา บทที่ 4
1   พระเยซูทรงประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์  ได้กลับไปจากแม่น้ำจอร์แดน  และพระวิญญาณได้ทรงนำพระองค์ไป
2   ถึงสี่สิบวันในถิ่นทุรกันดาร  ทรงถูกมารทดลอง  ในวันเหล่านั้นพระองค์มิได้เสวยอะไรเลย  และเมื่อสิ้นสี่สิบวันแล้ว  พระองค์ทรงอยากพระกระยาหาร
3   มารจึงทูลพระองค์ว่า  "ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้า  จงสั่งก้อนหินนี้ให้กลายเป็นพระกระยาหาร"
4   ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบมารว่า  "มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า  มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้
5   แล้วมารจึงนำพระองค์ขึ้นไป  สำแดงบรรดาราชอาณาจักรทั่วพิภพในขณะเดียวให้พระองค์เห็น
6   แล้วมารได้ทูลพระองค์ว่า  "อำนาจทั้งสิ้นนี้  และศักดิ์ศรีของราชอาณาจักรนั้นเราจะยกให้แก่ท่าน  เพราะว่ามอบเป็นสิทธิ์ไว้แก่เราแล้ว  และเราปรารถนาจะให้แก่ผู้ใดก็จะให้แก่ผู้นั้น
7   เหตุฉะนั้นถ้าท่านจะกราบนมัสการเรา  สรรพสิ่งนั้นจะเป็นของท่านทั้งหมด"
8   ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบมารว่า  "มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า  จงกราบนมัสการพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน  และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว
9   แล้วมารจึงนำพระองค์ไปยังกรุงเยรูซาเล็ม  และให้พระองค์ประทับอยู่ที่ยอดหลังคาพระวิหาร  แล้วทูลพระองค์ว่า  "ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า  จงโจนลงไปจากที่นี่เถิด
10   เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า  พระเจ้าจะรับสั่งให้เหล่าทูตของพระองค์ในเรื่องท่าน  ให้ป้องกันรักษาท่านไว้
11   และ  เหล่าทูตสวรรค์  จะเอามือประคองชูท่านไว้  มิให้เท้าของท่านกระทบหิน
12   พระเยซูจึงตรัสตอบมารว่า  "มีคำกล่าวไว้ว่า  อย่าทดลองพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน
13   เมื่อมารทำการทดลองทุกอย่างสิ้นแล้ว  จึงละพระองค์ไปจนถึงโอกาสเหมาะ
14   พระเยซูได้เสด็จกลับไปด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณยังแคว้นกาลิลี  และกิตติศัพท์ของพระองค์เลื่องลือไปตามถิ่นโดยรอบ
15   พระองค์ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา  และได้รับความสรรเสริญจากคนทั้งปวง
16   แล้วพระองค์เสด็จมาถึงเมืองนาซาเร็ธ  เป็นที่ซึ่งพระองค์ทรงเจริญวัยขึ้น  พระองค์เสด็จเข้าไปในธรรมศาลาในวันสะบาโตตามเคย  และทรงยืนขึ้นเพื่อจะอ่านพระธรรม
17   เขาจึงส่งพระคัมภีร์อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะให้แก่พระองค์  เมื่อพระองค์ทรงคลี่หนังสือนั้นออก  ก็ค้นพบข้อที่เขียนไว้ว่า
18   พระวิญญาณแห่งพระเป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า  เพราะว่าพระองค์ได้ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้  เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน  พระองค์ได้ทรงใช้ข้าพเจ้าให้ร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย  ให้ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก  ให้ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับเป็นอิสระ
19   และให้ประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเป็นเจ้า
20   แล้วพระองค์ทรงม้วนหนังสือส่งคืนให้แก่เจ้าหน้าที่  แล้วทรงนั่งลง  และตาของคนทั้งปวงในธรรมศาลาก็เพ่งดูพระองค์
21   พระองค์จึงเริ่มตรัสแก่เขาว่า  "คัมภีร์ตอนนี้ที่ท่านได้ยินกับหูของท่านก็สำเร็จในวันนี้แล้ว"
22   คนทั้งปวงก็กล่าวชมเชยพระองค์  และประหลาดใจด้วยถ้อยคำอันประกอบด้วยคุณ  ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์  และว่า  "คนนี้เป็นบุตรของโยเซฟมิใช่หรือ"
23   พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า  "ท่านทั้งหลายคงจะกล่าวคำสุภาษิตข้อนี้แก่เราเป็นแน่  คือว่า  "หมอจงรักษาตัวเองเถิด  คือบรรดาการซึ่งเราได้ยินว่า  ท่านได้กระทำในเมืองคาเปอรนาอุมจงกระทำในเมืองของตนที่นี่ด้วย"
24   พระองค์ตรัสอีกว่า  "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า  ไม่มีผู้เผยพระวจนะคนใดได้รับการต้อนรับในเมืองของตน
25   แต่เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า  มีหญิงม่ายหลายคนในพวกอิสราเอล  ในคราวเอลียาห์เมื่อท้องฟ้าปิดเสียถึงสามปีกับหกเดือน  จึงเกิดกันดารอาหารมากทั่วแผ่นดิน
26   และเอลียาห์มิได้รับใช้ให้ไปหาหญิงม่ายคนใด  เว้นแต่หญิงม่ายคนหนึ่งในบ้านศาเรฟัทแขวงเมืองไซดอน
27   และมีคนโรคเรื้อนหลายคนในพวกอิสราเอลในคราวเอลีชาผู้เผยพระวจนะ  แต่ไม่มีผู้ใดได้รับการรักษาให้หายโรคนั้นเลย  เว้นแต่นาอามานชาวซีเรีย"
28   เมื่อคนทั้งปวงในธรรมศาลาได้ยินดังนั้นก็โกรธยิ่งนัก
29   จึงลุกขึ้นผลักพระองค์ออกจากเมือง  พาไปยังแง่ของเงื้อมเขาที่เมืองของเขาซึ่งตั้งอยู่บนเนินนั้น  หมายจะผลักพระองค์ลงไป
30   แต่พระองค์ทรงดำเนินผ่านท่ามกลางเขาพ้นไป
31   พระองค์เสด็จลงไปถึงเมืองคาเปอรนาอุมแคว้นกาลิลี  และได้ทรงสั่งสอนเขาทั้งหลายในวันสะบาโต
32   คนทั้งปวงก็อัศจรรย์ใจด้วยการสอนของพระองค์  เพราะคำของพระองค์ประกอบด้วยอำนาจ
33   มีคนหนึ่งในธรรมศาลาที่มีผีโสโครกเข้าสิง  เขาร้องเสียงดังว่า
34   "ไฮ้  พระเยซูชาวนาซาเร็ธ  ท่านมายุ่งกับเราทำไม  ท่านมาทำลายพวกเราหรือ  เรารู้ว่าท่านเป็นผู้ใด  ท่านคือองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า"
35   พระเยซูจึงตรัสห้ามมันว่า  "จงนิ่งเสีย  ออกมาจากเขาซี"  เมื่อผีนั้นได้ทำให้เขาล้มลงท่ามกลางประชุมชน  แล้วก็ออกมาจากเขาแต่มิได้ทำอันตรายเขาเลย
36   คนทั้งปวงก็ประหลาดใจนัก  พูดกันว่า  "คนนี้เป็นอย่างไรหนอ  เพราะว่าท่านได้สั่งผีโสโครกด้วยสิทธิอำนาจและด้วยฤทธิ์เดช  มันก็ออกมา"
37   กิตติศัพท์ของพระองค์จึงได้เลื่องลือไปทุกตำบลที่อยู่รอบนั้น
38   ฝ่ายพระองค์ทรงลุกขึ้นออกจากธรรมศาลา  เสด็จเข้าไปในเรือนของซีโมน  แม่ยายซีโมนป่วยเป็นไข้หนัก  เขาทั้งหลายจึงอ้อนวอนพระองค์ให้ช่วยหญิงนั้น
39   พระองค์ทรงยืนอยู่ข้างคนเจ็บ  ทรงขนาบไข้  ไข้ก็หาย  และในทันใดนั้นแม่ยายของซีโมนก็ลุกขึ้นปรนนิบัติพระองค์กับพวกของพระองค์
40   ครั้นเวลาตะวันยอแสง  ใครมีคนเจ็บเป็นโรคต่างๆ  ก็พามาหาพระองค์  พระองค์ก็ทรงวางพระหัตถ์ถูกต้องเขาทุกคน  ให้เขาหายโรค
41   ผีก็ออกมาจากคนหลายคนด้วย  ร้องว่า  "ท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า"  ฝ่ายพระองค์ก็ทรงขนาบมัน  และไม่ให้มันพูด  เพราะว่ามันรู้แล้วว่าพระองค์ทรงเป็นพระคริสต์
42   ครั้นรุ่งเช้า  พระองค์เสด็จออกไปยังที่เปลี่ยว  ประชาชนเที่ยวเสาะหาพระองค์  ครั้นพบแล้วก็หน่วงเหนี่ยวพระองค์ไว้  ไม่ให้ไปจากเขา
43   แต่พระองค์ตรัสแก่เขาว่า  "เราต้องไปประกาศข่าวประเสริฐแห่งแผ่นดินของพระเจ้าแก่เมืองอื่นด้วย  เพราะว่าที่เราได้รับใช้มา  ก็เพราะเหตุนี้เอง"
44   พระองค์ทรงประกาศในธรรมศาลาทั่วยูเดีย  {ในที่นี้หมายถึงประเทศของพวกยิว  สำเนาต้นฉบับบางฉบับมีคำ  กาลิลี}



อธิษฐานด้วยกันกับผู้เชื่อใหม่ นำอธิษฐานขอพระวิญญาณบริสุทธิ์เยียวยา รักษาบาดแผลภายในให้  ให้นำผู้เชื่อใหม่อธิษฐานยกโทษคนอื่นที่ทำผิดต่อเรา ให้นำอธิษฐานยกโทษตนเองด้วย



สุดท้าย ก็เป็นเพลงจากพระธรรมลูกา 4:18-19
 





  
อีกเพลงมาจากพระธรรมอิสยาห์ 61:1-3  พระธรรมตอนเดียวกันกับลูกา






อีกเพลงไหมครับ แถมท้าย ฟังสนุกๆ


วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

A) Word of God : การงานในอดีตของมนุษย์ : การปลดปล่อยจากการแช่งสาป

พระวจนะสำหรับคริสตชน

วัตถุประสงค์ที่เขียน (ผู้เชื่อ=สมาชิกคริสตจักร ผู้เชื่อใหม่=ผู้ที่เพิ่งตัดสินใจต้อนรับพระคริสต์)


ตอนต้นของเนื้อหาเพื่อเป็นข้อมูลหลักพระวจนะแก่ผู้เชื่อ ตอนท้ายเพื่อให้ผู้เชื่อใหม่ได้ไว้อ่านพระคัมภีร์ตอนที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อและผู้เชื่อหรือพี่เลี้ยงอาจได้อธิบายเพิ่มอย่างง่ายๆและร่วมอธิษฐานกับผู้เชื่อใหม่ (ผู้เชื่อใหม่จะเรียนรู้การอธิษฐาน จากการที่ได้อธิษฐานร่วมกับผู้เชื่อ)


จากภาพวงจรชีวิตมนุษย์ครั้งที่ผ่านมา จะเริ่มอธิบายไปทีละเล็กทีละน้อยเพื่อให้เราสามารถเข้าใจได้ รวมทั้งจะเป็นพรสำหรับผู้เชื่อใหม่ด้วย จำไว้ว่า ผู้เชื่อใหม่ก็เปรียบเหมือนเด็กที่เพิ่งคลอดมาจากครรภ์มารดา เมื่อเกิดใหม่ก็ต้องรับอาหารอย่างที่อ่อนที่สุดเป็นน้ำนม

1Pet 2:2 เช่นเดียวกับทารกแรกเกิด จงปรารถนาน้ำนมอันบริสุทธิ์แห่งพระวจนะ เพื่อจะทำให้ท่านทั้งหลายเติบโตขึ้น




การงานในอดีตของมนุษย์ : การปลดปล่อยจากการแช่งสาป


จากพระธรรมปฐมกาลซึ่งเป็นพระธรรมที่อธิบายเริ่มตั้งแต่เรื่องการทรงสร้างโลก เราจะเห็นว่าพระเจ้าสร้างทุกสิ่งมาอย่างดี

ทุกสิ่งล้วนแล้วแต่ดี ในปฐมกาลพระเจ้าเห็นว่าดี ปฐมกาล 1:4 , 10 , 12 , 19 , 21 , 25 & 31


พระเจ้าสร้างเรามาให้มีพระพร ดูจากปฐมกาล ทุกสิ่งทุกอย่างมีอุดม มีความสุขในการดูแลสวน

ปฐมกาล 2:8-9
8 พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ที่เอเดน ทางทิศตะวันออก และให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงปั้นมานั้นอยู่ที่นั่น
9 แล้วพระเจ้าทรงให้ต้นไม้ทุกชนิดที่งามน่าดูและที่น่ากิน เป็นอาหารงอกขึ้นจากดิน มีต้นไม้แห่งชีวิตต้นหนึ่งอยู่ท่ามกลางสวนนั้น กับต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่วต้นหนึ่งด้วย

(สังเกตุว่า มีต้นไม้สองต้น ต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งเราจะเห็นอีกครั้งในวิวรณ์ และต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ซึ่งผีมารซาตานมาล่อลวงให้มนุษย์กิน)


เงื่อนไขคือการเชื่อฟัง เมื่อเชื่อฟัง เราก็จะรับพระพรนั้น
ถ้าไม่เชื่อฟัง ก็จะรับผลของการไม่เชื่อฟัง คือการแช่งสาป
เพราะพระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์มาให้เป็นหุ่นยนต์ที่ไม่มีความคิด ต้องเชื่อฟังคำสั่งของเจ้านายเท่านี้น แต่มนุษย์ถูกสร้างมาในพระฉายของพระเจ้า

Gen 1:27 ดังนั้นพระเจ้าได้ทรงสร้างมนุษย์ตามแบบพระฉายาของพระองค์ พระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามแบบพระฉายาของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงสร้างพวกเขาให้เป็นชายและหญิง


หมายความว่าเราถูกสร้างมามีพระลักษณะของพระเจ้าอยู่ในตัวเรา

และพระเจ้าให้มนุษย์นั้นดูแลสวน
ปฐมกาล 2:15
15 พระเจ้าจึงทรงให้มนุษย์นั้นอยู่ในสวนเอเดน ให้ทำและรักษาสวน

http://nabataea.net/eden1.html (เรื่องแม่น้ำสี่สายที่ไหลมาจากสวนเอเดน)


แล้วทำไมโลกในปัจจุบันถึงเป็นอย่างนี้ละ มีการกระทำในสิ่งต่างๆที่ไม่น่าชื่นชมเลย มีความทุกข์ยากลำบากในการใช้ชีวิตอยู่บนโลก ฯลฯ

สิ่งที่พระเจ้าสร้างมาอย่างดี ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้ มันมีจุดเริ่มต้นครับ ผีมารซาตานเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้โลกที่พระเจ้าสร้างมาล้วนแล้วแต่ดี กลับกลายเป็นแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

มารซาตานมาล่อลวงมนุษย์ และมนุษย์ก็เชื่อการล่อลวงนั้น มันรู้จักวิธีที่จะเข้ามาล่อลวง มันเข้ามาหาทางฮาวา เพราะฮาวาไม่ได้ยินคำตรัสจากพระเจ้าโดยตรง คำตรัสนั้นพูดกับอาดัมโดยตรง (สมัยนั้นยังไม่มีฮาวา)

Gen 2:16 พระเยโฮวาห์พระเจ้าจึงทรงมีพระดำรัสสั่งมนุษย์นั้นว่า "บรรดาต้นไม้ทุกอย่างในสวนเจ้ากินได้ทั้งหมด
Gen 2:17 แต่ต้นไม้แห่งความรู้ดีและรู้ชั่วเจ้าอย่ากินผลจากต้นนั้นเป็นอันขาด เพราะว่าเจ้ากินในวันใด เจ้าจะตายแน่ในวันนั้น"


คำตรัสนั้นอาดัมได้ยินโดยตรงจากพระเจ้า แต่สำหรับฮาวาคงได้รับการถ่ายทอดต่อมาจากอาดัม และผีมารซาตานรู้จุดที่อ่อนที่สุดนี้ จึงมาล่อลวงทางฮาวา (สำหรับคริสเตียน เราต้องระมัดระวังจุดอ่อนของเรา อย่าเปิดโอกาสให้กับผีมารซาตานฉวยโอกาสมาล่อลวงเราทางจุดอ่อนนั้น ต้องขอพระเยซูกำจัดจุดอ่อนเราไปให้หมด)

Gen 3:1 งูนั้นเป็นสัตว์ที่ฉลาดกว่าบรรดาสัตว์ในท้องทุ่งซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าได้ทรงสร้างไว้ มันกล่าวแก่หญิงนั้นว่า "จริงหรือที่พระเจ้าตรัสว่า `เจ้าอย่ากินผลจากต้นไม้ทุกชนิดในสวนนี้'"
Gen 3:2 หญิงนั้นจึงกล่าวแก่งูว่า "ผลของต้นไม้ชนิดต่างๆในสวนนี้เรากินได้
Gen 3:3 แต่ผลของต้นไม้ต้นหนึ่งซึ่งอยู่ท่ามกลางสวน พระเจ้าตรัสว่า `เจ้าอย่ากินหรือแตะต้องมัน มิฉะนั้นเจ้าจะตาย'"
Gen 3:4 งูจึงกล่าวแก่หญิงนั้นว่า "เจ้าจะไม่ตายแน่
Gen 3:5 เพราะว่าพระเจ้าทรงทราบว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นวันนั้น และเจ้าจะเป็นเหมือนพระที่รู้ดีรู้ชั่ว"
Gen 3:6 เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นเหมาะสำหรับเป็นอาหารและมันงามน่าดู และต้นไม้ต้นนั้นเป็นที่น่าปรารถนาเพื่อให้เกิดปัญญา หญิงจึงเก็บผลไม้นั้นแล้วกินเข้าไป แล้วส่งให้สามีของนางด้วย และเขาได้กิน


บาปเริ่มมาจากตรงนั้น บาปคือการเบี่ยงเบน พลาดเป้าหมายไป แทนที่จะอยู่ในแผนการณ์และน้ำพระทัยพระเจ้าที่ให้มนุษย์ได้ดำเนินชีวิตอย่างมีสันติสุขในสวนเอเดน แต่กลับพลาดเป้าประสงค์ของพระเจ้าไป

มนุษย์ทำบาปและเสื่อมไปจากพระสิริพระเจ้า Rom 3:23 เหตุว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากสง่าราศีของพระเจ้า


ความตายเข้ามาในโลก (จากสภาพชีวิตนิรันดร์ กลายมาเป็นชีวิตที่ต้องตาย ท่านจะเห็นว่าคนในสมัยแรกจะมีชีวิตที่ยืนยาวมาก และช่วงชีวิตของอายุมนุษย์ก็ลดน้อยลงเรื่อยๆ ลองอ่านดูในพระคัมภีร์ครับ สังเกตุดูว่าอายุของมนุษย์เป็นอย่างไร)

การแช่งสาปก็ตกมาถึงมนุษย์ เพราะมารล่อลวง

ปฐมกาล 3:17-19
17 พระองค์จึงตรัสแก่อาดัม {แปลว่า มนุษย์} ว่า"เพราะเหตุเจ้าเชื่อฟังคำพูดของภรรยา และกินผลไม้ที่เราห้าม แผ่นดินจึงต้องถูกสาปเพราะตัวเจ้า เจ้าจะต้องหากินบนแผ่นดินด้วยความทุกข์ลำบากจนตลอดชีวิต
18 แผ่นดินจะให้ต้นไม้และพืชที่มีหนามแก่เจ้าและเจ้าจะกินพืชต่างๆ ของทุ่งนา
19 เจ้าจะต้องหากินด้วยเหงื่ออาบหน้า จนเจ้ากลับเป็นดินไป เพราะเราสร้างเจ้ามาจากดิน เจ้าเป็นผงคลีดิน และจะต้องกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม"


ต้องถูกขับไล่ออกไปจากสวนเอเดน
Gen 3:22 พระเยโฮวาห์พระเจ้าตรัสว่า "ดูเถิด มนุษย์กลายมาเป็นเหมือนผู้หนึ่งในพวกเราที่รู้จักความดีและความชั่ว บัดนี้เกรงว่าเขาจะยื่นมือไปหยิบผลจากต้นไม้แห่งชีวิตมากินด้วยกัน และมีชีวิตนิรันดร์ตลอดไป"
Gen 3:23 เหตุฉะนั้นพระเยโฮวาห์พระเจ้าจึงทรงให้เขาออกไปจากสวนเอเดน เพื่อทำไร่ไถนาจากที่ดินที่เขากำเนิดมานั้น
Gen 3:24 ดังนั้นพระองค์ทรงไล่มนุษย์ออกไป ทรงตั้งพวกเครูบไว้ทางทิศตะวันออกของสวนเอเดน และตั้งดาบเพลิงซึ่งหมุนได้รอบทิศทาง เพื่อป้องกันทางเข้าไปสู่ต้นไม้แห่งชีวิต



ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ตกอยู่ใต้มารร้าย 1 ยอห์น 5:19

มนุษย์ทุกคนล้วนตกอยู่ใต้อานุภาพของมารร้าย
1John 5:19 เราทั้งหลายรู้ว่าเราเป็นของพระเจ้า และชาวโลกทั้งสิ้นตกอยู่ใต้อำนาจของความชั่ว


เราเกิดมาในโลกนี้ เราก็อยู่ภายใต้อิทธิพลของโลกด้วย
มีหลายสิ่งที่เราไปยึดติดอยู่ เช่น บาปของมนุษย์ ชีวิตก่อนเชื่อที่ต่อต้านพระเจ้า การถูกมอบให้กับอำนาจของผีวิญญาณชั่ว การเคยถูกบนบานศาลกล่าวเอาไว้ ฯลฯ

การงานที่มนุษย์ทำไม่ได้มีคุณค่าในตัวมันเองเลย เมื่อใดที่คนได้พบพระเจ้า ชีวิตเขาจะเปลี่ยนไป ทุกสิ่งที่ทำล้วนแล้วแต่มีคุณค่ายิ่ง

บางคนบอกว่าไม่เชื่อพระเจ้า ไม่เข้าวัด ชีวิตก็ดูมีความสุขดี ความคิดแบบนี้คิดเพียงสิ่งที่ใกล้ตัว แต่สิ่งที่ไกลตัวออกไปยังนึกไม่ถึง คิดเพียงชีวิตบนโลกนี้เท่านั้น ไม่ได้คิดถึงชีวิตหลังความตาย (กลับไปอ่านหัวข้อเรื่อง นรก แดนมรณา แดนคนตาย)

คิดอย่างถูกต้อง ต้องมีความคิดแบบนี้ เชื่อก่อนแล้วจึงเห็น ไม่ใช่เห็นก่อนแล้วจึงเชื่อ แล้วเขาจะเชื่อก่อนแล้วจึงเห็นได้อย่างไร นี่เป็นหน้าที่ของคริสเตียนครับ ที่ต้องเป็นพยาน และอธิษฐานเผื่อคนนั้นที่เราเป็นพยานด้วย เพื่อพระเจ้าจะปลดปล่อยเขาออกจากการเป็นทาสของผีมารซาตาน และเชื่อในสิ่งที่เราเป็นพยานได้ (นี่ไงครับ ที่ผมถึงบอกว่า ต้องอธิษฐานและอธิษฐาน)

2Cor 4:4 ส่วนคนที่ไม่เชื่อนั้น พระของยุคนี้ได้กระทำใจของเขาให้มืดไป เพื่อไม่ให้ความสว่างของข่าวประเสริฐอันมีสง่าราศีของพระคริสต์ ผู้เป็นพระฉายของพระเจ้า ส่องแสงถึงพวกเขา


คนไม่เชื่อ ทำอย่างไรก็มองไม่เห็น

และพระเจ้าก็เตือนใจไว้อีกอย่างด้วยว่า แม้คนตายฟื้นมาบอกเตือน ถ้าเขาไม่เชื่อ เขาก็จะยังไม่เชื่ออยู่ร่ำไป
Luke 16:31 อับราฮัมจึงตอบเขาว่า `ถ้าเขาไม่ฟังโมเสสและพวกศาสดาพยากรณ์ แม้คนหนึ่งจะเป็นขึ้นมาจากความตาย เขาก็จะยังไม่เชื่อ'"


และนี่คือหน้าที่ของคริสเตียนที่จะออกไปปลดปล่อยคนทั้งหลายในโลกให้พ้นจากอำนาจการแช่งสาปแห่งบาป โดยพระกรุณาคุณของพระเจ้า
Gen 5:29 เขาตั้งชื่อบุตรว่า โนอาห์ กล่าวว่า “ผู้นี้จะช่วยแบ่งเบาการงานเรา และช่วยแบ่งเบาความเหนื่อยยากจากมือเรา จากที่ดินซึ่งพระเจ้าทรงแช่งสาปไว้”


นี่คืออดีตของเรา ที่จำเป็นต้องการพระเจ้า พระผู้สร้าง พระผู้ทรงให้อภัย เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเรา เพื่อชีวิตของเราจะได้เต็มไปด้วยพระพร เหมือนกลับไปสู่สมัยแรกในสวนเอเดนนั้น พระเจ้าจะพาเรากลับไปสู่สวนเอเดนนั้น (กลับไปดูภาพอธิบายครั้งที่แล้ว) ซึ่งนั้นคือพระประสงค์เริ่มแรกของพระเจ้าในการทรงสร้างโลกนี้

ครั้งหน้า เราจะดูชีวิตของเราหนหลัง ที่พระเจ้าต้องการเยียวยารักษาบาดแผลของเรา




ข้อพระคัมภีร์สำหรับผู้เชื่อใหม่อ่านและร่วมอธิษฐานกับผู้เชื่อ (จากพระธรรมเล่มแรกคือปฐมกาลที่มนุษย์ทำบาปและคำแช่งสาปต่างๆก็ตกมาสู่เรา จนเราต้อนรับพระเยซูคริสต์ และไปถึงวิวรณ์พระธรรมเล่มสุดท้ายที่บอกถึงสวนเอเดนที่พระเจ้าจะกระทำให้กลับมีขึ้นมาใหม่)

วิวรณ์ 22

Rev 22:1 ท่านได้ชี้ให้ข้าพเจ้าดูแม่น้ำที่มีน้ำแห่งชีวิต ใสเหมือนแก้วไหลมาจากพระที่นั่งของพระเจ้า และพระที่นั่งของพระเมษโปดก

Rev 22:2 ไหลไปตามกลางถนนในนครนั้น และริมแม่น้ำทั้งสองฟากมีต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งออกผลสิบสองชนิด ออกผลทุกๆ เดือนและใบของต้นไม้นั้นสำหรับรักษาบรรดาประชาชาติให้หาย

Rev 22:3 จะไม่มีสิ่งใดถูกสาปแช่งอีกต่อไป พระที่นั่งของพระเจ้าและของพระเมษโปดกจะตั้งอยู่ที่นั่น และบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์จะนมัสการพระองค์

Rev 22:4 เขาเหล่านั้นจะเห็นพระพักตร์พระองค์ และพระนามของพระองค์จะประทับอยู่ที่หน้าผากเขา

Rev 22:5 กลางคืนจะไม่มีอีกต่อไป เขาไม่ต้องการแสงตะเกียงหรือแสงอาทิตย์ เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเป็นแสงสว่างของเขา และเขาจะครอบครองอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์

Rev 22:6 และทูตสวรรค์องค์นั้นบอกข้าพเจ้าว่า “ถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำสัตย์ซื่อและสัตย์จริง และองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าแห่งจิตวิญญาณของผู้เผยพระวจนะ ได้ทรงใช้ให้ทูตสวรรค์ของพระองค์สำแดงแก่บรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ เพื่อให้รู้เหตุการณ์ทั้งปวงซึ่งจะอุบัติขึ้นในไม่ช้า

Rev 22:7 และดูเถิด เราจะมาในเร็วๆ นี้” ผู้ใดที่ถือรักษาคำพยากรณ์ในหนังสือนี้ก็เป็นสุข

Rev 22:8 ข้าพเจ้าคือยอห์นเป็นผู้ได้ยินและได้เห็นเหตุการณ์เหล่านี้ และครั้นข้าพเจ้าได้ยินและได้เห็นแล้ว ข้าพเจ้าก็ทรุดตัวลงจะนมัสการแทบเท้าทูตสวรรค์ ที่ได้สำแดงเหตุการณ์เหล่านี้แก่ข้าพเจ้า

Rev 22:9 แต่ท่านห้ามข้าพเจ้าว่า “อย่าเลย ข้าพเจ้าเป็นเพื่อนผู้รับใช้เช่นเดียวกับท่านและพวกพี่น้องของท่าน ซึ่งเป็นพวกผู้เผยพระวจนะ และพวกที่ถือรักษาถ้อยคำในหนังสือนี้ ท่านจงนมัสการพระเจ้าเถิด”

Rev 22:10 และท่านบอกข้าพเจ้าว่า “อย่าประทับตราไว้ปิดคำพยากรณ์ในหนังสือนี้ เพราะว่าใกล้จะถึงเวลานั้นแล้ว

Rev 22:11 ผู้ที่เป็นคนอธรรมก็ให้เขาประพฤติอธรรมต่อไป ผู้ที่เป็นคนลามกก็ให้เขาลามกต่อไป ผู้ที่เป็นคนชอบธรรมก็ให้เขากระทำการชอบธรรมต่อไปและผู้ที่เป็นคนบริสุทธิ์ ก็ให้เขาเป็นคนบริสุทธิ์ต่อไป”

Rev 22:12 “ดูเถิด เราจะมาในเร็วๆ นี้ และจะนำบำเหน็จของเรามาด้วย เพื่อตอบแทนการกระทำของทุกคน

Rev 22:13 เราคืออัลฟาและโอเมกา เป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย เป็นปฐมและเป็นอวสาน”

Rev 22:14 คนทั้งหลายที่ชำระเสื้อผ้าของตนก็เป็นสุข เพื่อว่าเขาจะได้มีสิทธิ์ในต้นไม้แห่งชีวิต และเพื่อเขาจะได้เข้าไปในนครนั้นโดยทางประตู

Rev 22:15 ภายนอกนั้นมีสุนัข คนใช้เวทมนตร์ คนล่วงประเวณี คนฆ่ามนุษย์ คนไหว้รูปเคารพ ทุกคนที่รักการมุสาและประพฤติตาม

Rev 22:16 “เราคือเยซูผู้ใช้ให้ทูตสวรรค์ของเรา ไปเป็นพยานสำแดงเหตุการณ์เหล่านี้แก่ท่าน เพื่อคริสตจักรทั้งหลาย เราเป็นเชื้อสายของดาวิด และเป็นดาวประจำรุ่งอันสุกใส”

Rev 22:17 พระวิญญาณและเจ้าสาวตรัสว่า “เชิญมาเถิด” และให้ผู้ที่ได้ยินคำกล่าวว่า “เชิญมาเถิด” และให้ผู้ที่กระหายเข้ามา ผู้ใดมีใจปรารถนา ก็ให้ผู้นั้นมารับน้ำแห่งชีวิต โดยไม่ต้องเสียอะไรเลย

Rev 22:18 ข้าพเจ้าเตือนทุกคนที่ได้ยินคำพยากรณ์ในหนังสือนี้ว่า ถ้าผู้ใดจะเพิ่มเติมคำเข้าไปในหนังสือนี้ พระเจ้าก็จะทรงเพิ่มภัยพิบัติที่เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้แก่ผู้นั้น

Rev 22:19 และถ้าผู้ใดตัดข้อความออกจากหนังสือพยากรณ์นี้ พระเจ้าก็จะทรงเอาส่วนแบ่งของผู้นั้น ที่มีอยู่ในต้นไม้แห่งชีวิตและที่มีอยู่ในวิสุทธนครนั้น ซึ่งบรรยายไว้ในหนังสือเล่มนี้ไปเสีย

Rev 22:20 พระองค์ผู้ทรงเป็นพยาน ในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ ตรัสว่า “เราจะมาในเร็วๆ นี้แน่นอน” อาเมน พระเยซูเจ้า เชิญเสด็จมาเถิด

Rev 22:21 ขอให้พระคุณแห่งพระเยซูเจ้า จงดำรงอยู่กับธรรมิกชนทั้งหลายเถิด อาเมน




สุดท้าย   นำเขาพาตัดสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆในอดีต การปลดปล่อยจากการแช่งสาป แบ่งปันให้มีความเชื่อว่าพระเจ้าช่วยได้ ไม่มีอะไรมาผูกมัดเราได้อีกต่อไป

ขอพระเจ้าได้รับพระเกียรติทั้งสิ้น อาเมน..