วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553

A) Word of God : The glory of this latter house

สง่าราศีของพระนิเวศครั้งหลัง




ฮักกัย 2:6-9

6 พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้ว่า อีกสักหน่อยเราจะเขย่าท้องฟ้าและโลก ทะเลและแผ่นดินแห้งอีกครั้งหนึ่ง

7 เราจะเขย่าประชาชาติทั้งสิ้น เพื่อทรัพย์สมบัติของประชาชาติทั้งสิ้นจะได้เข้ามา เราจะบรรจุนิเวศนี้ให้เต็มด้วยสง่าราศี พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ

8 เงินเป็นของเรา และทองคำเป็นของเรา พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้แหละ

9 พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า สง่าราศีของพระนิเวศครั้งหลังนี้จะยิ่งกว่าครั้งเดิมนั้น พระเจ้าจอมโยธาตรัสว่า และเราจะให้เกิดความสมบูรณ์พูนสุขในสถานที่นี้'"



ฮักกัย 2:6-9 เป็นข้อพระคัมภีร์ที่ผมมีความสงสัยครับว่าพระนิเวศครั้งหลังดังที่พระวจนะตอนนี้พูดไว้คือครั้งไหน “สง่าราศีของพระนิเวศครั้งหลังนี้จะยิ่งกว่าครั้งเดิมนั้น” พระคัมภีร์ในตอนนี้ที่ฮักกัยเขียนนั้นได้มีพระนิเวศในครั้งที่สองที่สร้างขึ้นมาใหม่ พระเจ้าได้ตรัสกับฮักกัยและฮักกัยได้เร่งเร้าให้ชาวยิวบูรณะปรับปรุงพระนิเวศขึ้นมาใหม่ ในบทที่หนึ่ง ชาวยิวมัวแต่สาละวนอยู่กับเรื่องบ้านของตนโดยไม่ได้นึกถึงพระนิเวศพระเจ้า ข้อ 3 ในบทที่ 2 พระเจ้าก็บอกว่ามองดูแล้ว สง่าราศีของพระนิเวศเทียบกับครั้งเดิมไม่ได้เลย ตอนที่ผมไปอิสราเอลนั้น ได้มีโอกาสไปเยี่ยมสถาบันพระนิเวศหลังที่สามที่เขาคิดจะสร้างในอนาคต ในสถาบันมีภาพพระนิเวศครั้งแรกกับครั้งที่สองให้เห็น เปรียบกันไม่ได้เลยครับ เช่น พระนิเวศหลังแรกในสมัยกษัตริย์โซโลมอนนั้นมีความงดงาม มีความมั่งคั่งปรากฏให้เห็น เช่นคันประทีปทองคำในพระนิเวศครั้งแรกนั้น มีถึงสิบหรือสิบเอ็ดคันประทีป ในขณะที่พระนิเวศครั้งที่สองนั้นมีเพียงคันประทีปเดียว พระนิเวศครั้งแรกนั้นมีความโอ่อ่าตระการตามาก


นี่เป็นภาพคันประทีปในพระนิเวศครั้งแรก จะเห็นว่ามีหลายคัน

ดังนั้นแล้วในตอนนี้ที่พูดถึงพระนิเวศ ย่อมไม่ใช่ครั้งที่หนึ่งแน่นอน เพราะครั้งที่หนึ่งเป็นครั้งที่พระคัมภีร์อ้างถึงว่า ครั้งหลังนี้จะมีสง่าราศีมากยิ่งกว่าครั้งเดิมซึ่งก็คือครั้งที่หนึ่ง ส่วนครั้งที่สองก็คงไม่ใช่เพราะครั้งที่สองก็เทียบไม่ได้เท่ากับครั้งเดิมนั้น หรือว่าจะเป็นครั้งที่สามที่คิดจะสร้างขึ้นมาใหม่ ผมเชื่อว่าก็คงไม่ได้มีความมั่งคั่งไพบูลย์เท่าครั้งแรกในสมัยกษัตริย์โซโลมอนแน่อน แล้วจะเป็นครั้งไหน จะเป็นพระนิเวศในสวรรค์สถานได้หรือไม่ พระคัมภีร์ก็บอกว่าจะไม่มีพระนิเวศหรือพระวิหาร พระเจ้าและพระเมษโปดกจะเป็นพระวิหารเอง ในวิวรณ์21:22



มีอีกตอนหนึ่งที่พระเยซูได้ตรัสไว้ คือ ยอห์น 2:19-21

19 พระเยซูจึงตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า "ถ้าทำลายวิหารนี้เสีย เราจะยกขึ้นในสามวัน"

20 พวกยิวจึงทูลว่า "พระวิหารนี้เขาสร้างถึงสี่สิบหกปีจึงสำเร็จ และท่านจะยกขึ้นใหม่ในสามวันหรือ"

21 แต่พระวิหารที่พระองค์ตรัสถึงนั้นคือพระกายของพระองค์

พระเยซูพูดถึงพระวิหารว่าถ้าถูกทำลาย พระองค์จะสร้างขึ้นมาใหม่ในสามวัน แต่พระวิหารที่พระเยซูพูดถึงนั้นคือพระกายของพระองค์เอง ชีวิตของพระองค์เองจะฟื้นคืนขึ้นมาใหม่ในสามวัน ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่าพระนิเวศครั้งหลังที่พระคัมภีร์เดิมพูดถึงนั้นคือพระวิหารหรือคือพระเยซูคริสต์นั่นเอง อะไรจะทำให้เกิดความสมบูรณ์พูนสุขตามที่ฮักกัยได้กล่าวได้ ถ้าไม่ใช่โดยพระเยซู พระวิหารคือที่ทรงสถิตใช่หรือไม่ แต่เดี๋ยวนี้พระเยซูสถิตอยู่ในเราแล้ว และเราเป็นที่สถิตฝ่ายพระวิญญาณเป็นวิหารของพระเจ้า 1 โครินธ์ 3:16-17

16 ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน

17 ถ้าผู้ใดทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงทำลายผู้นั้น เพราะวิหารของพระเจ้าเป็นที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ และท่านทั้งหลายเป็นวิหารนั้น

และนี่แหละครับคือความไพบูลย์ตามที่ฮักกัยได้กล่าวไว้ พระวิญญาณสถิตอยู่กับเรา มีความสมบูรณ์พูนสุขเมื่อชีวิตเรามีพระคริสต์อยู่ข้างในจิตวิญญาณของเรา เราเป็นวิหารของพระเจ้าซึ่งพระเจ้ากำลังสร้างขึ้นภายในเรา เรามีพระวิญญาณพระคริสต์อยู่ภายในทำให้เราอธิษฐานติดต่อกับพระเจ้าได้ แน่นอนสง่าราศีของพระนิเวศครั้งหลังนี้จะยิ่งใหญ่กว่าครั้งแรกแน่นอน พระนิเวศครั้งแรกเคลื่อนย้ายไปไหนไม่ได้ ต้องตั้งอยู่บนภูเขาศิโยนที่กรุงเยรูซาเล็ม แต่พระวิหารครั้งหลังนี้คือพวกเราทั้งหลายทุกคนที่มีพระวิญญาณพระคริสต์อยู่ภายใน เป็นตัวแทนพระคริสต์ไปทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในชีวิตมนุษย์ทั้งหลายที่ได้ยินพระกิตติคุณและเปิดใจออกต้อนรับพระคริสต์ และพระวิญญาณเข้าไปอยู่ภายในผู้นั้น ยิ่งผ่านวันเวลาไปนานเท่าใด ยิ่งมีจำนวนผู้เชื่อเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมีความสมบูรณ์พูนสุขในคนทั้งหลายมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมีสง่าราศีในพระเจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ



ข้อ 7 ของฮักกัยบทที่ 2 ภาษาเดิม เพื่อความปรารถนาของประชาชาติจะได้เข้ามา ประชาชาติที่พระเจ้าเขย่าคือคนต่างชาติ ดังนั้นพระนิเวศนี้ที่กล่าวถึง ก็เป็นที่รวบรวมความปรารถนาของคนทุกทุกชนชาติเข้ามา พระนิเวศนี้หรือก็คือชีวิตของผู้เชื่อนั่นเอง ที่จะนำคนมากหลายเข้ามาร่วมกันในพระวิหารหลังนี้



ครับนี่คือบทสรุปของเรื่องนี้ครับ ที่ผมใช้เวลาใคร่ครวญ อธิษฐานยาวนานพอสมควร กว่าที่จะได้นำมาเขียนลงในบล็อกนี้ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553

โปรดเฝ้าระวังและอธิษฐานเผื่อ

  • อธิษฐานเผื่อสถานการณ์บ้านเมืองของเราในเวลานี้
  • อธิษฐานขอให้สันติสุข ความสงบสุขเกิดขึ้นในประเทศไทย
  • อธิษฐานขอพระเจ้าปกคลุมดูแลสมาชิกทั้งหมด รักษาไว้ในความปลอดภัย
  • อธิษฐานขอพระเจ้าเปิดตาเปิดใจคนทั้งหลายในประเทศไทยให้มาถึงแผ่นดินของพระเจ้า
สำหรับอาทิตย์นี้ วันที่ 14 มีนาคม เรายังคงเปิดนมัสการตามปกติ สำหรับท่านทั้งหลายที่สามารถเดินทางมาคริสตจักรได้โดยไม่มีสิ่งใดติดขัดหรือขัดขวางการเดินทางของท่าน   แต่สำหรับท่านที่ไม่สามารถเดินทางมาได้ ให้นมัสการอธิษฐานที่บ้านของท่าน และสามารถติดตามรับชมการนมัสการ การเทศนา การสอนพระวจนะ ฯลฯ ได้ที่ http://www.hope.or.th/

วันเสาร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2553

A) Word of God : พระคัมภีร์หนุนใจหรือให้แนวทาง

สัปดาห์นี้ว่าจะเขียนเรื่องพระวิหาร แต่ว่ายังไม่ได้บทสรุปสำหรับเรื่องนี้ จึงขอนำพระคัมภีร์ที่ใช้เป็นแนวทางในการรับใช้หรือแนะนำคนมาแบ่งปันไปพลางๆก่อนครับ



• นี่เป็นข้อพระคัมภีร์ที่ผมใช้สำหรับหลักการในการปกครองดูแลคริสตจักรร่วมกัน ในตอนนี้อัครทูต 12 คนไม่ได้มีใครเป็นหัวหน้าใคร แต่พวกเขาร่วมกันรับผิดชอบคริสตจักรที่พระเยซูแต่งตั้งให้พวกเขาดูแล ถ้าจะดูจากตอนนี้ จะมีก็เพียงบางคนที่พวกเขานับถือว่าเป็นหลัก คือ ยากอบ เคฟาส และยอห์นเท่านั้น คริสตจักรเราในปัจจุบันก็ทำเช่นนั้นทั้งในความหวังกรุงเทพฯเอง และความหวังในประเทศไทย ซึ่งผมเชื่อว่าถูกต้องตามพระคัมภีร์ที่สุดแล้วครับ

กาลาเทีย2:9 เมื่อยากอบกับเคฟาสและยอห์นผู้ที่เขานับถือว่าเป็นหลัก ได้เห็นพระคุณซึ่งประทานแก่ข้าพเจ้าแล้ว ก็ได้จับมือขวาของข้าพเจ้ากับบารนาบัส แสดงว่าเราเป็นเพื่อนร่วมงานกัน เพื่อให้เราไปหาคนต่างชาติ และท่านเหล่านั้นจะไปหาพวกที่ถือพิธีเข้าสุหนัต



• ข้อนี้ผมใช้เป็นข้อที่หนุนใจคนว่า แม้เราจะมีสมาชิกเหลือเท่าไหร่ แต่เราขอพระเจ้าให้สร้างขึ้นมาใหม่ได้ เพราะจากข้อนี้บอกว่า พระเจ้าทำให้สิ่งที่ปรากฏมาจากสิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็น แม้สมาชิกดูน้อย แต่พระเจ้าสามารถทำให้มีมากได้ แม้ตอนนี้ยังไม่มี แต่พระเจ้าทำให้มีมากในอนาคตได้

ฮีบรู11:3 โดยความเชื่อนี้เอง เราจึงเข้าใจว่า พระเจ้าได้ทรงสร้างกัลปจักรวาล ด้วยพระดำรัสของพระองค์ ดังนั้นสิ่งที่มองเห็นจึงเป็นสิ่งที่เกิดจากสิ่งที่ไม่ปรากฏให้เห็น



• ข้อนี้เพื่อใช้บอกสมาชิกว่า พระเจ้าให้เรานั้นมีเสรีภาพในการทำทุกสิ่ง แต่ต้องระมัดระวังไม่ใช้เสรีภาพที่พระเจ้าให้เรามี ไปทำให้คนที่มีความเชื่อน้อยต้องสะดุดไปเพราะสิ่งที่เราทำไปโดยไม่ระมัดระวัง

1โครินทร์8:9 แต่จงระวังอย่าให้เสรีภาพของท่านนั้น ทำให้คนที่มีความเชื่อน้อยหลงผิดไป



• นี่ก็เป็นพระคัมภีร์ที่คล้ายกัน จะทำสิ่งใด ต้องทำและเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นด้วย

1โครินทร์10:23-24 23 เราทำสิ่งสารพัดได้ไม่มีใครห้าม แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะทำได้นั้นเป็นประโยชน์ เราทำสิ่งสารพัดได้ไม่มีใครห้าม แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะทำให้เจริญขึ้น

24 อย่าให้ผู้ใดเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่น



• ข้อนี้เพื่อใช้บอกว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่รู้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรายังไม่เคยเห็น ดังนั้นระมัดระวัง ไม่ปิดใจต่อสิ่งใด ไม่ปิดใจต่อการที่พระเจ้ากระทำ เพราะในข้อนี้บอกว่า หลายๆสิ่งที่พระเยซูกระทำ ไม่ได้นำมาบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ เขาบอกว่าถ้าบันทึกทุกสิ่ง คาดว่าหมดโลกนี้ก็ไม่พอไว้หนังสือที่บันทึกสิ่งที่พระเยซูคริสต์กระทำ

ยอห์น21:25 มีอีกหลายสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำ ถ้าจะเขียนไว้ให้หมดทุกสิ่งข้าพเจ้าคาดว่า แม้หมดทั้งโลกก็น่าจะไม่พอไว้หนังสือที่จะเขียนนั้น



• ส่วนข้อนี้ใช้บอกปรากฏการณ์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำ ซึ่งเรียกว่าการสำแดงของพระวิญญาณ ข้าพเจ้าใช้แนะนำ สำหรับคนที่รับการสำแดงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่า ขอให้เรื่องนั้นเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของเขากับพระเจ้าแล้วกัน พระวิญญาณบริสุทธิ์สำแดงเพื่อประโยชน์แก่ตัวผู้นั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์สำแดงเพื่อเขาจะมีความมั่นใจในพระเจ้ามากขึ้น เพื่อเขาจะได้เชื่อว่าพระเจ้าอยู่กับเขาที่นั่น ฯลฯ ตัวผมเองก็มีการสำแดงจากพระเจ้าหลายสิ่งหลายอย่าง แต่เรื่องใดที่เห็นหลักการในพระคัมภีร์ชัดๆก็จะนำมาแบ่งปัน เพื่อหนุนใจผู้อื่นต่อไป ถ้าเรื่องใดยังไม่เห็นชัดเจนก็จะเก็บไว้เป็นเรื่องส่วนตัว

1โครินทร์12:7 การสำแดงของพระวิญญาณนั้นมีแก่ทุกคนเพื่อประโยชน์ร่วมกัน



• ข้อนี้ก็บอกว่า อย่าถือว่าตัวเองรู้แล้ว ระมัดระวัง พระคัมภีร์ข้อนี้บอกว่า คนนั้นยังไม่ได้รู้อะไรตามที่ควรจะรู้เลย ดังนั้น ข้อนี้คงบอกเราว่าต้องเปิดใจ อย่าคิดว่ารู้แล้ว

1โครินทร์8:2 ถ้าผู้ใดถือว่าตัวรู้สิ่งใดแล้ว ผู้นั้นยังไม่รู้ตามที่ตนควรจะรู้



ถ้าผมมีข้อพระคัมภีร์อื่นๆอีก ก็จะนำมาใส่ไว้ในบทความนี้นะครับ ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกท่าน

  • เขียนเพิ่มครับ วันที่ 15 ก.พ. 11 หมู่นี้เจอขับผีบ่อย เลยนึกถึงข้อพระคัมภีร์ต่างๆ
1 ยอห์น 4:4  ลูกเล็กๆทั้งหลายเอ๋ย ท่านเป็นฝ่ายพระเจ้า และได้ชนะเขาเหล่านั้น เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก

เอเฟซัส 6:10-13  10 พี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้า สุดท้ายนี้ขอท่านจงมีกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า และในฤทธิ์เดชอันมหันต์ของพระองค์ 11 จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าเพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้ 12 เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือดแต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ 13 เหตุฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะได้ต่อต้านในวันอันชั่วร้ายนั้นและเมื่อเสร็จแล้วจะยืนมั่นได้

ยากอบ 4:7   7 เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงน้อมใจยอมฟังพระเจ้า จงต่อสู้กับพญามาร และมันจะหนีไปจากท่าน

มาระโก 16:17-18    17 มีคนเชื่อที่ไหน หมายสำคัญเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นที่นั้น คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาแปลกๆ 18 เขาจะจับงูได้ ถ้าเขาดื่มยาพิษอย่างใด จะไม่เป็นอันตรายแก่เขา และเขาจะวางมือบนคนไข้คนป่วย แล้วคนเหล่านั้นจะหายโรค"

1 ยอห์น 2:14   14 ท่านทั้งหลายที่เป็นบิดา ข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่าน เพราะท่านทั้งหลายได้รู้จักกับพระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่ตั้งแต่เดิม ท่านทั้งหลายที่เป็นคนหนุ่มๆ ข้าพเจ้าเขียนจดหมายถึงท่าน เพราะท่านทั้งหลายมีกำลังมาก และพระวจนะของพระเจ้าดำรงอยู่ในท่านทั้งหลาย และท่านได้ชัยชนะแก่มารชั่วร้ายแล้ว

1 ยอห์น 5:18  18 เราทั้งหลายรู้แล้วว่า คนใดที่บังเกิดจากพระเจ้าไม่ได้กระทำบาป แต่ว่าคนที่บังเกิดจากพระเจ้าได้ระวังรักษาตัว และมารชั่วร้ายนั้นไม่ได้แตะต้องคนนั้นเลย


วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

A) Word of God : Fast

อดอาหาร

เหตุที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะช่วงนี้เรากำลังขอพระเจ้าช่วยเราในการดำเนินการคริสตจักร ด้วยการอดอาหารแสวงหาพระเจ้า ผมจึงศึกษาคำนี้ “อดอาหาร” ดูว่าพระคัมภีร์ว่าไว้อย่างไร คนอิสราเอลอดอาหารเพื่ออะไร (ที่ผมเทศน์ไปคือ 2พศด.20:1-30)

ศัพท์ภาษากรีกที่ใช้ คือ
G3522 νηστεύω nesteuo (nace-tyoo'-o) v.
1. to abstain from food เป็นการละเว้นจากอาหาร

เราเห็นตัวอย่างจากพระเยซูในมัทธิว บทที่ 4 พระเยซูอดอาหารและผจญมารทดลองบนยอดภูเขาสูง แน่นอนสภาพร่างกายของพระองค์คงอ่อนกำลังเนื่องจากอดอาหารมาเป็นระยะเวลานาน แต่สภาพฝ่ายจิตวิญญาณของพระองค์กลับเข้มแข็ง เราเห็นพระเยซูตอบโต้กับมารในเรื่องต่างๆด้วยพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้นยามเราอดอาหารแสวงหาพระเจ้า เรากลับเติมเต็มชีวิตฝ่ายวิญญาณด้วยพระวจนะที่บำรุงเลี้ยงชีวิตจิตวิญญาณของเรา ร่างกายเราอ่อนแอ แต่จิตวิญญาณเรากลับเข้มแข็ง
เหมือนตอนที่สาวกขับผีให้ออกไม่ได้ พระเยซูบอกให้สาวกไปอธิษฐานและอดอาหาร เป็นการเสริมกำลังฝ่ายจิตวิญญาณของเราด้วยการอดอาหารอธิษฐาน มาระโก 9:29 พระเยซูบอกว่าเขาขับผีออกไม่ได้เพราะขาดความเชื่อ พระเยซูให้ไปเสริมกำลังเรี่ยวแรงฝ่ายวิญญาณด้วยการอธิษฐานและการอดอาหาร

นี่เองเราทั้งหลายจึงควรช่วยกันอดอาหารอธิษฐานเพื่อเสริมเรี่ยวแรงฝ่ายจิตวิญญาณให้กับสมาชิก ให้กับผู้นำทั้งหลาย ให้กับทุกๆคนที่อยู่ในคริสตจักร และอธิษฐานเพื่อพระเยซูคริสต์จะมีชัยชนะเหนือผีมารซาตานในประเทศไทยโดยเร็วพลัน และขอให้คริสตจักรความหวังกรุงเทพฯได้มีส่วนร่วมในการนี้ ด้วยการหนุนใจ เสริมกำลังเรี่ยวแรงฝ่ายจิตวิญญาณของสมาชิกทุกคนอย่างรวดเร็ว เพื่อเราจะพร้อมในการร่วมทำการนี้พร้อมๆกับคริสตจักรทั้งหลายในประเทศไทย

เมื่อเราอดอาหาร เราไม่ควรทำหน้าเศร้าหมอง เพื่อให้คนรู้ว่าเราอด เป็นการกระทำเพื่อให้มนุษย์เห็น แต่สิ่งที่เราทำเป็นการกระทำให้พระเจ้าเห็นมิใช่หรือ ดังนั้นพระคัมภีร์จึงสอนเราไว้ใน มธ.6:16-18

ครั้งหนึ่งมีคนมาถามว่าทำไมสาวกของยอห์น บัพติสโตและพวกฟาริสีอดอาหาร แต่สาวกของพระเยซูไม่ทำ พระเยซูก็บอกว่าเมื่อพระองค์ยังอยู่ พวกเขาไม่ทำ แต่เมื่อพระองค์จากไปแล้ว พวกเขาจะทำ นั่นแสดงถึง การอดอาหารในช่วงเวลาแห่งการเศร้าโศกเสียใจ เช่นในตอนที่พระเยซูกล่าวว่า เขาจะอดเมื่อพระองค์ไม่ได้อยู่กับเขาแล้ว ในมาระโก บทที่ 2

กิจการ 10:30 เมื่อโครเนลิอัส(คนต่างชาติ)แสวงหาพระเจ้าด้วยการอธิษฐานอดอาหาร พระเจ้าก็ตอบเขา

กิจการ 13:2-3 เมื่อพวกสาวกกำลังอดอาหารแสวงหาพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ตรัสสั่งให้ตั้งเปาโลกับบารนาบัสไว้สำหรับทำการของพระเจ้า เหตุการณ์นี้เราก็เห็นตัวอย่างของการที่พระเจ้ามาบอกวิธีการในการทำงานของพระเจ้าโดยให้ตั้งคนไว้ และส่งเขาไป

ดังนั้นการอดอาหารอธิษฐานจึงเป็นสภาพการแสวงหาพระเจ้า หรืออดอาหารเพื่อเป็นการแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น หรือพี่งพาพระเจ้าในการทำสิ่งสำคัญๆ และเมื่อเราแสวงหาพระเจ้า พระเจ้าจะเปิดเผย จะสำแดง จะบอกวิธีการในการทำสิ่งต่างๆให้เราทราบ

ในพระคัมภีร์เดิมเอง ก็เห็นหลายเหตุการณ์ที่อิสราเอลได้อดอาหารแสวงหาพระเจ้า
H6685 צּוֹם צּוֹם tsowm (tsome) (or tsom {tsome};) n-m.
1. a fast คำนี้มาจากตอนที่ผมเทศน์ในพงศาวดาร

ผมยกมาเป็นเพียงบางตอนที่พูดถึงเรื่องการอดอาหาร เช่น

อิสยาห์ 58:3-7 การอดอาหารที่พระเจ้าไม่พอพระทัย เช่น อดอาหารตามใจ บีบบังคับคนภายใต้ อดเพื่อวิวาทและต่อสู้ อดแบบนี้เสียงจะไม่ได้ยินขึ้นไปสู่พระเจ้า การอดอาหารแบบที่พระเจ้าต้องการคือ อดอาหารเพื่อแก้โซ่ตรวนของความชั่วที่เกาะในใจคน การปลดเปลื้องภาระหนัก การปล่อยผู้ถูกบีบบังคับให้เป็นอิสระ การหักแอกที่ต้องแบกไว้ทุกอัน การช่วยเหลือแบ่งปันให้กับผู้ที่มีความต้องการ
ข้อ 8-12 นั่นเป็นสิ่งที่พระเจ้าจะทำ เมื่อเราอดอาหารอธิษฐาน

เยเรมีย์ 14:12 การอดอาหารที่พระเจ้าไม่ฟัง เพราะการกระทำความบาปชั่วของคนอิสราเอล

ดังนั้นเมื่อเราเข้ามาหาพระเจ้า เราจึงต้องสำรวจชีวิตของเราให้ดี ให้พระคุณพระเจ้ามาช่วยเรา ให้ชีวิตของเรามีความบริสุทธิ์ของพระเจ้าปกคลุมเราอยู่ เมื่อเราอธิษฐานอดอาหาร พระเจ้าจะฟังเรา พระเจ้าจะชี้ช่องทางให้กับเรา พระเจ้าจะนำเรา พระเจ้าจะเสริมกำลังเรี่ยวแรงแก่เรา
ขอพระเจ้าผู้ทอดพระเนตรดูท่านทั้งหลายที่เข้ามาอ่านบล็อกนี้ จะทรงโปรดกระทำให้ท่านทั้งหลายมีความรักต่อพระองค์ และรู้ว่าพระองค์นั้นทรงดูแลเราอยู่

Hope of Bangkok Church Focus : The Holiness of the Lord. Praise the Lord!

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

C) Experience : เผชิญหนทางที่ดูเหมือนตกต่ำในสายตามนุษย์


และแล้วประสบการณ์ในชีวิตข้าพเจ้าก็มาถึงทางที่ดูเหมือนจะตกต่ำที่สุด คริสตจักรที่ข้าพเจ้าดูแลดูเหมือนจะตกต่ำที่สุดในสายตามนุษย์  แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้ารู้ว่าพระเยซูทรงดูแลคริสตจักรความหวังหลังนี้อยู่  พระองค์ทรงดูแลสมาชิกทุกคนในคริสตจักรหลังนี้  ทำอย่างไรล่ะ  ที่ข้าพเจ้าจะทำให้เขาเหล่านั้นตระหนักได้ว่า พระองค์ทรงดูแลคริสตจักร พระองค์ทรงดูแลเราอยู่  เราไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลในสิ่งใดเลย  แม้จำนวนสมาชิกจะมีเหลืออยู่เพียงน้อยนิด  แต่เป็นการอนุญาตที่มาจากพระเจ้า  เราไม่จำเป็นต้องวิตกอะไรเลย  พระเยซูคริสต์กระทำ พระองค์จะรับผิดชอบคริสตจักรหลังนี้เอง   ข้าพเจ้าทำได้อย่างหนึ่งคือ ชี้ให้สมาชิกเห็นถึงหลักแห่งพระวจนะพระเจ้า

อาทิตย์นี้ข้าพเจ้าจะเทศนาเรื่องกษัตริย์เยโฮชาฟัท เมื่อเผชิญหนทางวิกฤติ  เมื่อเผชิญหนทางตีบตัน  เขาทำอะไร  เขาแสวงหาพระเจ้า และเขาพาประชาชนทั้งหมดแสวงหาพระเจ้าด้วย  เขาอดอาหารอธิษฐาน และประชาชนทั้งหมดก็อดอาหารอธิษฐานเช่นกัน  สิ่งที่เขาทั้งหลายทำนี้นำมาซึ่งการช่วยเหลือจากพระเจ้า  พระเจ้าใช้ผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งให้มาบอกว่าพระเจ้าจะจัดการเอง  ให้ลงไปหาพวกศัตรูเหล่านั้น  กษัตริย์เยโฮชาฟัทและยูดาห์ทั้งหมดเชื่อพระดำรัสของพระเจ้า เขาปรึกษากัน แล้วก็แต่งกองสรรเสริญนมัสการนำหน้ากองทหาร  เมื่อพวกเขาร้องเพลงเคลื่อนพลไปถึงที่ที่ศัตรูพำนักอยู่ ก็พบศพของศัตรูนอนตายเกลื่อนกลาดไปหมด  ศัตรูสู้รบกันเอง โดยพระเจ้าให้กองซุ่มมาทำให้พวกเขางุนงงสู้รบกันเอง   ยูดาห์จึงได้ชัยชนะเพราะพวกเขาแสวงหาพระเจ้า เมื่อพวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร (2 พงศาวดาร 20:1-30)

ข้าพเจ้าก็เช่นกันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  มีเพียงการพึ่งพาพระเจ้าเท่านั้น  ทั้งเรื่องที่โบสถ์และทั้งเรื่องชีวิตส่วนตัว  สถานการณ์มาประจวบเหมาะในช่วงนี้พอดี  ไม่รู้จะทำอย่างไร  มีเพียงพระเจ้าเป็นที่พึ่ง  มีเพียงพระเจ้าที่เป็นความหวังใจ  ข้าพเจ้าต้องการเห็นคริสตจักรมีจำนวนคนมากพอที่จะสามารถทำสิ่งต่างๆได้  ที่จะดูแลกิจการงานต่างๆได้  สิ่งที่ข้าพเจ้ากำลังเขียนอยู่นี้ ข้าพเจ้าไม่ทราบล่วงหน้าว่าพระเจ้าจะทำอะไรกับคริสตจักรความหวัง  แต่ข้าพเจ้าเขียนด้วยความเชื่อว่า ไม่นานพระเจ้าจะใช้คริสตจักรความหวังในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เหมือนที่พระเจ้าบอกข้าพเจ้าว่าพระองค์เตรียมข้าพเจ้าไว้สำหรับการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย สำหรับการฟื้นฟูประเทศไทย  ข้าพเจ้าเชื่อว่า ไม่นานเราจะมีกำลังคนพอที่จะออกไปทำสิ่งต่างๆได้ ทั้งในกรุงเทพฯ ทั้งในไทย และทั่วโลกนี้

ข้าพเจ้าจึงเขียนประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตของข้าพเจ้า  เมื่อข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  จิตใจมีเพียงความเชื่อว่าพระเจ้าจะใช้คริสตจักรนี้  พระเจ้าจะอวยพรสมาชิกที่อยู่ในคริสตจักรนี้  ขอพระเจ้าได้รับพระเกียรติทั้งสิ้นผ่านทางประสบการณ์ชีวิตของข้าพเจ้า

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

A) Word of God : showphar

เขาสัตว์  

        เหตุที่สนใจเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะตอนไปที่อิสราเอล เห็นพวกเขาเป่าเขาสัตว์กันเป็นปกติ  แม้แต่ในประเทศไทยก็เห็นเป็นบางที่บางแห่ง  แล้วเขาเป่ากันไปทำไม  มีความหมายอะไรบ้างในการเป่าเขาสัตว์นั้น  เป็นการเป่าเพื่อการนมัสการพระเจ้าหรือเปล่า    จึงลองค้นดูคำว่าเขาสัตว์ในพระคัมภีร์  ก็ได้คำนี้ออกมา showphar
H7782 שׁוֹפָר שׁוֹפָר showphar (sho-far') (or shophar {sho-far'}) n-m.
1. a cornet (as giving a clear sound) or curved horn

  • Showpharในพระคัมภีร์เดิมไม่ใช่เครื่องดนตรีแน่นอน  ไม่ได้เอาไว้ใช้เพื่อการนมัสการ   ดูพระคัมภีร์แต่ละข้อแล้ว เป็นการเรียกรวมตัว  เป็นการทำศึกสงคราม ฯลฯ

·        อพยพ 19:16  พระเจ้ามาพบคนอิสราเอลที่ภูเขา พร้อมด้วยเสียงshowpharดังสนั่น  เข้าใจว่าจะเป็นเสียงแตรที่ทูตสวรรค์เป่า    ข้อ 13 บอกว่า   เมื่อได้ยินเสียงแตรเป่ายาว ให้เขาทั้งหลายมายังภูเขานั้น     จะเห็นว่านี่เป็นการเป่าเพื่อเรียกรวมพล    ข้อ 19 เมื่อเสียงแตรยิ่งดังขึ้น โมเสสก็ขึ้นไปพบกับพระเจ้า
·        โยชูวา 6:4  พระเจ้าบอกโยชูวาให้บอกปุโรหิต ทหารและประชาชนให้ทำตามที่พระเจ้าบอก เขาเดินรอบเมืองหกวัน วันละรอบเป่าเขาสัตว์ไปด้วย  พอถึงวันที่เจ็ดเดินเจ็ดรอบ และรอบสุดท้ายเป่าเขาสัตว์ แล้วกำแพงเมืองเยริโคจะพังลงมา     เราสังเกตุเห็นได้ว่า  นี่ก็เป็นการเป่าแตรรวมพลอีกเช่นกัน  อพยพก่อนหน้านี้นั้น ทูตสวรรค์เป่า  แต่ที่โยชูวานี้ปุโรหิตเป่า    โยชูวาในบทที่ 6 นี้ เราจึงได้เห็นการเป่าเขาสัตว์ตามที่พระเจ้าบอกให้ทำ และทำให้มีชัยเหนือศัตรู
·        ผู้วินิจฉัย บทที่ 7 เรื่องคนสามร้อยคนที่เหลือของกิเดโอน  พระเจ้าให้เขาชนะ  และในการรบนั้น เขาใช้แตรเข้าประจันบาน  เมื่อเป่าแตรสามร้อยอันนั้น  พวกคนมีเดียน  คนอามาเลขกับบรรดาชาวตะวันออกก็รบกันเอง
·        เราจะเห็นว่า เขาใช้แตรในการเรียกรวมพล หรือประจันบาญ  ดังนั้น เขาสัตว์จึงไม่ใช่เครื่องเป่าสำหรับการนมัสการ แต่เป็นเครื่องเป่าสำหรับการสู้รบประจันบาน
โยเอล 2:1 จงเป่าเขาสัตว์ที่ในศิโยน จงเปล่งเสียงปลุกบนภูเขาบริสุทธิ์ของข้าพเจ้า ให้ชาวแผ่นดินทั้งสิ้นตัวสั่น เพราะวันแห่งพระเจ้ากำลังมาแล้ว ใกล้เข้ามาแล้ว
เนหะมีย์ 4:20 เมื่อท่านทั้งหลายได้ยินเสียงเป่าเขาสัตว์อยู่ตรงไหน จงวิ่งกรูกันไปที่พวกเราพระเจ้าของเราทั้งหลายจะทรงต่อสู้เพื่อพวกเรา"
·        เนหะมีย์ 4:18,20  นี่ก็เช่นกัน ตอนเนหะมีย์สร้างกำแพงเมือง  ได้ยินเสียงแตรที่ไหน ให้วิ่งกรูกันเข้าไปที่นั่น
·        เอเสเคียล 33  เป่าแตรเพื่อเตือนอิสราเอล  เห็นอันตรายมา และเป่าแตรเตือน  พระเจ้าใช้สำหรับคนยามที่ต้องเป่าแตรเตือนอิสราเอล
·        เยเรมีย์ 6:17  นี่ก็อีกตอน  เป็นดั่งยาม ที่จะเป่าแตรเตือนคนอิสราเอล  ดังนั้นในตอนนี้ เราเห็นการที่พระเจ้าใช้เราเป็นดั่งคนยาม เฝ้าสังเกตุดูว่ามีภัยอันตรายใดใดหรือไม่  ถ้ามีก็ให้เป่าแตรเตือนคนอิสราเอล
·        จากหลายๆตอนที่ดูมา  เราได้เห็น การใช้แตรเพื่อเรียกรวมพล  การใช้แตรเพื่อการสู้รบประจันบาน  และการใช้แตรเพื่อเตือนคนอิสราเอล
ที่นี้ในพระคัมภีร์ใหม่

G4536 σάλπιγξ salpigx (sal'-pigx) n.
1. a trumpet


·        มัทธิว 24:31  ในพระคัมภีร์ใหม่  พระเจ้าใช้ทูตสวรรค์มาด้วยเสียงแตร

·        1 โครินทร์ 15:52  นี่ก็ใช้เสียงแตร  เป็นเหมือนสัญญาณบอกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

·        1 เธสะโลนิกา 4:16  นี่ก็เหมือนกัน  เป็นเหมือนสัญญาณบอกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น 1 เธสะโลนิกานี้บอกว่าคนที่ตายแล้วในพระคริสต์กำลังเป็นขึ้น  1 โครินทร์ ก็เช่นกัน สัญญาณบอกว่าคนที่ตายแล้วกำลังเป็นขึ้นมา

·        ในวิวรณ์จะมีเสียงแตรปรากฏในหลายบทหน่อย  พระสุรเสียงของพระเจ้าเป็นดุจเสียงแตร  และมีทูตสวรรค์เป่าแตรบอกเหตุต่างๆที่กำลังเกิดขึ้น ในบทที่ 8 และ 9 

·        ดูเหมือนในพระคัมภีร์ใหม่ พระเจ้าใช้แตรเพื่อบอกเหตุการณ์ต่างๆที่กำลังเกิดขึ้น  ในขณะที่พระคัมภีร์เดิม การใช้แตรเพื่อเรียกรวมพล  การใช้แตรเพื่อการสู้รบประจันบาน  และการใช้แตรเพื่อเตือนคนอิสราเอล

ดังนั้นในยุคปัจจุบันนี้  พระเจ้าใช้แตรเพื่อเป็นสัญญาณบอกเหตุการณ์ต่างๆว่ากำลังจะเกิดขึ้น  พวกเรากำลังอยู่ในยุคสุดท้าย  นี่จึงเป็นช่วงที่น่าตื่นเต้นที่สุด  สิ่งต่างๆกำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย  แตรหรือเขาสัตว์ต่างๆกำลังถูกเป่าขึ้นในประเทศไทย  ข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าเรามีหูที่เปิดออก  เราคงได้ยินเสียงแตรดังสนั่นหวั่นไหวในประเทศไทยอยู่ ณ เวลานี้


วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

A) Word of God : G4143 Ship

 เรือ

            วันนี้ที่แรกว่าจะเขียนเรื่องเขาสัตว์ แต่ว่าหันมาเขียนเรื่องนี้ดีกว่า นั้นคือภาษากรีกคำที่ G4143  คือว่ามีอยู่คืนหนึ่งผมฝันถึงคำนี้ แล้วก็ตื่น  ปกติผมจะไม่มีความทรงจำความฝันหรือว่าไม่ฝันนั่นเอง  แต่ครั้งนี้จำได้แม่นว่า G4143  แล้วก็จดไว้  พอตื่นเช้าขึ้นมา มาเปิดดูโปรแกรมพระคัมภีร์ก็พบว่ามีคำนี้จริงๆ คำนี้คือ เรือ ซึ่งเป็นคำที่KJVแปล

G4143 πλοῖον ploion (ploy`-on)

คำคำนี้แปลได้อีกว่า เรือใบ  เมื่อนึกถึงเรือใบ นั่นก็คือเรือใบที่พระเยซูลงไปนั่งข้ามฝากจากคาเปอนาอูมไปกาดารา (มาระโก 4:35-41) ซึ่งผมจะเทศน์ในสัปดาห์นี้

รากศัพท์ของคำนี้มาจาก G4126 πλέω pleo (pleh'-o)   แล่นเรือ(ใบ)
ซึ่งรากศัพท์มาจากคำที่ G4150 πλύνω pluno (ploo'-no)  ซึ่งKJV ใช้ว่า ล้าง ชำระ หรือแปลได้ว่า การจุ่ม ซึ่งได้แก่ การซักเสื้อผ้านั่นเอง

แล้วพระเจ้าต้องการบอกว่าอะไร กับคำว่าเรือ  พระเจ้าต้องการบอกว่า เรือลำนี้เป็นเรือที่แล่นด้วยลมที่พัดมาที่ใบเรือ  มีกำลังขับเคลื่อนนั่นคือลม หรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ยอห์น 3:8)
เรือลำนี้แล่นเรือได้ต้องมีผู้ควบคุมเรือ  ใครควบคุมเรือ พระเยซู
เรือลำนี้อาจเรียกว่าเรือหรือนาวาแห่งความรอดก็ได้  เราเห็นภาพนี้เมื่อพระเจ้าให้โนอาห์สร้างนาวาขึ้นมาเพื่อรองรับคนในเวลาที่น้ำจะท่วมโลก  คนที่อยู่ในเรือหรือนาวานี้จะรอดได้

ดังนั้นเรือลำนี้ คริสตจักรหลังนี้ยังต้องแล่นต่อไปข้างหน้า ใบเรือจะกางออกรับลมเพื่อพุ่งไปข้างหน้าตามแต่ที่กระแสลมพระวิญญาณจะพัดพาให้ไป  เพราะลม=มีพระวิญญาณบริสุทธิ์นำทิศนำทาง (บล็อกเดือนพ.ย.) ทุกคนที่อยู่ในเรือลำนี้ล้วนแล้วแต่ถูกชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ทั้งสิ้น  และพระเยซูจะเป็นนายท้ายผู้ควบคุมเรือ

ครับ ครั้งนี้ก็ขอแบ่งปันสั้นๆเท่านี้แล้วกันครับ  ขอพระเจ้าเสริมกำลังทุกคนครับ