วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

A) Word of God : Comforter


            คำคำนี้เป็นคำที่พระเจ้าให้ผมคือผู้ปลอบประโลม  และเป็นบทบาทของคริสเตียนที่ควรทำ คือทำหน้าที่เป็นผู้ปลอบประโลมใจคน  เพราะว่าเรามีพระวิญญาณบริสุทธิ์องค์ผู้ปลอบประโลมอยู่ภายในชีวิตของเราแล้ว ขอยกมาจากพระคัมภีร์ไทยคิงเจมส์ครับ
John 14:16 เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะทรงประทานผู้ปลอบประโลมใจอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อพระองค์จะได้อยู่กับท่านตลอดไป
John 14:17 คือพระวิญญาณแห่งความจริง ผู้ซึ่งโลกรับไว้ไม่ได้ เพราะแลไม่เห็นพระองค์และไม่รู้จักพระองค์ แต่ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่านและจะประทับอยู่ในท่าน
John 14:16 And G2532 I G1473 will pray G2065 the Father G3962, and G2532 he shall give G1325 you G5213 another G243 Comforter G3875, that G2443 he may abide G3306 with G3326 you G5216 for G1519 ever G165;
John 14:17 Even the Spirit G4151 of truth G225; whom G3739 the world G2889 cannot G3756 G1410 receive G2983, because G3754 it seeth G2334 him G846 not G3756, neither G3761 knoweth G1097 him G846: but G1161 ye G5210 know G1097 him G846; for G3754 he dwelleth G3306 with G3844 you G5213, and G2532 shall be G2071 in G1722 you G5213.

                ชื่อขององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ในตอนนี้ใช้ว่าผู้ปลอบประโลมใจ ภาษากรีก Parakletos คือผู้หนึ่งที่คอยอยู่ใกล้ให้ความช่วยเหลือ เป็นผู้อธิษฐานวิงวอน และเป็นผู้ปลอบประโลม  พระวิญญาณพระองค์นี้อยู่ภายในเรา  เราจึงควรทำหน้าที่นี้ในการให้ความช่วยเหลือทางจิตใจแก่ทุกคนที่มีความต้องการ  โดยเฉพาะคนในสังคมในเวลานี้ที่เต็มไปด้วยความแตกแยก  เราจึงควรอธิษฐานวิงวอนเพื่อทุกคนในสังคม  เราจึงควรเข้าไปปลอบประโลมใจคนทั้งหลาย  และเมื่อใครก็ตามต้อนรับพระเยซูคริสต์ องค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะเข้าไปสถิตย์อยู่ด้วยกับวิญญาณจิตภายในของผู้นั้น คอยให้ความช่วยเหลือต่างๆ  คอยสอนทางแห่งความจริงให้

                พระเจ้าให้ความคิดความเข้าใจแก่ผมว่า แคร์ของเราเป็นกลุ่มย่อยสามารถทำหน้าที่ปลอบประโลมใจคนทั้งหลายได้  นับตั้งแต่นั้นจึงเริ่มสื่อสารให้สมาชิกได้ทราบถึงบทบาทของแคร์ต่างๆ ซึ่งสมควรทำหน้าที่ในสังคม เป็นแคร์ปลอบประโลมใจคน  เป็นแคร์ที่ให้ความหวังใจขององค์พระเยซูคริสต์แก่คนในสังคม  ฯลฯ


John 14:26 แต่พระองค์ผู้ปลอบประโลมใจนั้นคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผู้ซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรา พระองค์นั้นจะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว
John 14:26 But G1161 the Comforter G3875, which is the Holy G40 Ghost G4151, whom G3739 the Father G3962 will send G3992 in G1722 my G3450 name G3686, he G1565 shall teach G1321 you G5209 all things G3956, and G2532 bring G5279 all things G3956 to G5279 your G5209 remembrance G5279, whatsoever G3739 I have said G2036 unto you G5213.


บทบาทผู้ปลอบประโลมใจจะทรงนำให้เราได้ระลึกถึงทุกสิ่งที่พระเยซูได้สอนไว้  และพระองค์เองจะเป็นผู้สอนเราให้เกิดความเข้าใจ  ดังนั้นเมื่อเราอ่านพระคัมภีร์แล้วไม่เข้าใจ ให้เราอธิษฐานขอองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์สอนเรา


John 15:26 แต่เมื่อพระองค์ผู้ปลอบประโลมใจที่เราจะใช้มาจากพระบิดามาหาท่านทั้งหลาย คือพระวิญญาณแห่งความจริง ผู้ทรงมาจากพระบิดานั้นได้เสด็จมาแล้ว พระองค์นั้นจะทรงเป็นพยานถึงเรา
John 15:26 But G1161 when G3752 the Comforter G3875 is come G2064, whom G3739 I G1473 will send G3992 unto you G5213 from G3844 the Father G3962, even the Spirit G4151 of truth G225, which G3739 proceedeth G1607 from G3844 the Father G3962, he G1565 shall testify G3140 of G4012 me G1700:

                พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพยานถึงพระเยซู

พระคัมภีร์อีกตอนหนึ่ง
John 16:7 อย่างไรก็ตามเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลาย คือการที่เราจากไปนั้นก็เพื่อประโยชน์ของท่าน เพราะถ้าเราไม่ไป พระองค์ผู้ปลอบประโลมใจก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน แต่ถ้าเราไปแล้ว เราก็จะใช้พระองค์มาหาท่าน
John 16:8 เมื่อพระองค์นั้นเสด็จมาแล้ว พระองค์จะทรงกระทำให้โลกรู้สึกถึงความผิดบาป และถึงความชอบธรรม และถึงการพิพากษา
John 16:7 Nevertheless G235 I G1473 tell G3004 you G5213 the truth G225; It is expedient G4851 for you G5213 that G2443 I G1473 go away G565: for G1063 if G3362 I go G565 not G3362 away G565, the Comforter G3875 will G2064 not G3756 come G2064 unto G4314 you G5209; but G1161 if G1437 I depart G4198, I will send G3992 him G846 unto G4314 you G5209.
John 16:8 And G2532 when he is come G2064, he G1565 will reprove G1651 the world G2889 of G4012 sin G266, and G2532 of G4012 righteousness G1343, and G2532 of G4012 judgment G2920:

                ในตอนนี้บอกว่าองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์หรือผู้ปลอบประโลมใจนั้นจะทำให้โลกรู้สึกถึงความผิดบาป ความชอบธรรม การพิพากษา  นี่เป็นบทบาทที่พระเจ้าทำในใจของผู้สนใจเอง  หน้าที่ของเราเล่าข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า  และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในใจผู้นั้นให้เปิดใจออกต้อนรับองค์พระเยซูคริสต์

                ณ วินาทีนี้คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่เราจะจับมือกันอธิษฐานในกลุ่มแคร์ของเราเผื่อประเทศไทย และนำคนมาหาพระเจ้าให้องค์ผู้ปลอบประโลมใจคนหรือองค์พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ภายในจิตวิญญาณคนทั้งหลาย ล้างชำระบาปที่มีในหัวใจของเรา  ยิ่งเราขอพระเจ้าช่วยให้มีคนที่มีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ภายในได้มากเท่าไร  สังคมไทยของเราคงสูงมากขึ้นเท่านั้น เอเมน!


วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

A) Word of God : Watchman

คนยาม 

เอเสเคียล 33:7  7   "ฉะนี้แหละ  เจ้า  บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย  เราได้กระทำเจ้าให้เป็นคนยามสำหรับพงศ์พันธุ์อิสราเอล  เจ้าได้ยินถ้อยคำจากปากของเราเมื่อไร  เจ้าจงให้คำตักเตือนของเราแก่ประชาชน

หน้าที่ของคนในสมัยพระคัมภีร์เดิมที่พระเจ้าให้ทำหน้าที่เป็นคนยามคอยระวังภัยสำหรับคนอิสราเอล เหมือนหน้าที่ของศิษยาภิบาลในคริสตจักรที่ทำหน้าที่ปกป้องดูแลฝูงแกะ ให้พ้นจากอันตรายต่างๆที่มาถึงตัว

เราสามารถอ่านหน้าที่นี้ได้ การเป็นคนยามให้กับ House of Israel หรือ Temple of Israel  คอยเฝ้าระวังภัย นอกจากนั้นฟังเสียงพระวจนะจากพระเจ้า และกล่าวตักเตือนประชากรของพระองค์  ใน เอเสเคียล 33:1-9 เป็นเรื่องที่พระเจ้าได้บอกไว้ว่าจะมีคนทำหน้าที่นี้ เมื่อมีภัยมาถึง เขาจะเป่าเขาสัตว์เตือน 

หน้าที่ของศิษยาภิบาลต้องคอยเฝ้าระวังภัยให้กับฝูงแกะอยู่เสมอ สร้างเกราะกำบังคุมภัยให้กับฝูงแกะด้วยหลักพระวจนะของพระเจ้า watchmam = คนยามเฝ้าระวังภัย  ให้หลักพระวจนะสำหรับเป็นเกราะกำบัง  คอยดูว่าจะมีอิทธิพลของโลกมาล่อลวง หรือแม้แต่กระทั่งคำสอนของคริสเตียนที่สอนผิดๆจากหลักพระวจนะพระเจ้า  ความจริงแล้ว พระเจ้าได้เตือนเราไว้แล้วว่าจะมีอะไรบ้างที่มาล่อลวงเราซึ่งผมเขียนไว้ในบล็อกเดือนเมษายน จากมัทธิว บทที่ 24

จากเอเสเคียล บทที่ 33 ถ้ามีเพทภัยมาถึงแผ่นดิน  พระเจ้าจะตั้งคนไว้ทำหน้าที่เป็นยามคอยระวังภัยให้แผ่นดิน  และเตือน แต่ถ้าเตือนแล้ว คนนั้นไม่ฟัง ที่เขาต้องตาย เขาต้องรับผิดชอบสิ่งนั้นเอง  แต่ถ้ามีสิ่งไม่ปลอดภัยอยู่ตรงหน้า แล้วคนยามไม่ทำหน้าที่ ไม่เตือน คนนั้นก็จะตายเพราะความบาปชั่วของเขา และพระเจ้าก็จะเอาโทษกับคนยามด้วย  

ดังนั้น หน้าที่ของเราก็คือทำหน้าที่ตักเตือนคนไม่ให้หลงไปตามทางที่ผิด  ถ้าเราเพิกเฉย ไม่ทำหน้าที่ของเราที่พระเจ้าให้เราทำ พระเจ้าจะจัดการเรา  ฉันใดก็ฉันนั้น สำหรับคนไม่เชื่อ ถ้าเราไม่บอกสิ่งที่ผิด และทางที่ถูกต้องให้เขาทราบ เขาก็ยังจะหลงทางอยู่อย่างนั้น  และเป็นความผิดของเราด้วยที่เราไม่บอก

ขอพระเจ้าใช้เรา คริสตจักรความหวัง สมาชิกทุกคนให้เป็นเช่นคนยามเฝ้าแผ่นดินไทยนี้ และเราต้องกล่าวเตือนทุกคนที่กำลังเดินหลงทางให้กลับมาหาพระเจ้า  อาเมน..

B) Revival : การฟื้นฟูที่ค่าย

         เมื่อผมมาร่วมค่ายปีนี้ และเห็นสิ่งที่พระเจ้าทำในค่าย ผมรู้สึกได้ทันทีว่า นี่แหละการฟื้นฟู  อ.มัทธิวได้พาการฟื้นฟูลงมาที่เรา ผมเชื่อว่าคริสเตียนที่ไปร่วมค่าย มีการฟื้นฟูจิตวิญญาณ เพราะเขาได้เห็น เขาได้แสดงออก เขาตอบสนอง ความชื่นชมยินดีไหลล้นลงมาจากเบื้องบนสู่ชาวค่าย  และการฟื้นฟูจิตใจนี้จะอยู่กับพี่น้องทุกคนที่โบสถ์ แม้เรากลับไปแล้ว ถ้าทุกคนจะรักษาชีวิตเต็มล้นในพระวิญญาณบริสุทธิ์เอาไว้  และให้มีเพิ่มมากขึ้น  เพราะพระเยซูอยู่กับเราทุกที่ที่เราไป  พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ภายใน ทำให้ไฟของพระเจ้านั้นลุกโชนขึ้น และความกล้าหาญในการประกาศพระนามพระเจ้าลงมาในใจเรา  ออกไป นำพาคนเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้าเพิ่มมากขึ้นๆ ด้วยฤทธิ์เดชอำนาจของพระเจ้า  ไม่เพียงพูด แต่แสดงให้คนได้เห็น เพราะพระเยซูทำได้  พระองค์อยู่กับเรา  เมื่อนั้นไฟของพระเจ้าจะลุกท่วมแผ่นดินไทย
         เราคงติดตามกันต่อไปครับว่าจะเป็นอย่างไร ไม่เพียงรอคอยการฟื้นฟู แต่ลงมือทำให้เกิดการฟื้นฟู  อาเมน!

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

C) Experience : ค่ายความรักผูกพันธ์ 2010


            ครับ ดังที่ผมได้บอกพี่น้องไปแล้วว่าได้ไปเห็นการรับใช้ของอ.มัทธิวที่ประเทศสิงคโปร์มาแล้ว  ท่านทั้งหลายก็ได้เห็นแล้วว่าตลอดเวลาที่ท่านอยู่กับพวกเราในค่าย  ท่านได้เทศนาและใช้ของประทานต่างๆ  โดยท่านให้พวกเราได้จดจ่อไปที่พระเยซู  ไม่ใช่ให้ไปจดจ่อ คาดหวังการอัศจรรย์ที่จะมาจากตัวท่าน  อย่างที่ผมเคยเล่าให้ท่านทั้งหลายฟังไปแล้ว  เมื่อการอัศจรรย์บังเกิดขึ้น ถามว่าใครทำ  พระเยซูทำ  ทุกคนเห็น ทุกคนประสบ ทุกคนมีความเชื่อ  ไม่มีใครรอคอยตัวผู้เทศน์ แต่รอคอยพระผู้ช่วยของเราทั้งหลาย  อย่างที่ท่านเห็นละครับ  ท่านไม่ได้อธิษฐานเผื่อใคร  ทุกคนหายกันเอง โดยร้องขอ ร้องออกพระนามพระเยซู  และการอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้น  ขอบคุณพระเจ้าจริงๆที่ส่งอ.มัทธิวมาให้พวกเรา  สอนพระวจนะแบบง่ายๆ  ทำให้ทุกคนมีความเชื่อในองค์พระเยซูแบบง่ายๆ  ต่อไปนี้ เมื่อมีภาระปัญหา ความเจ็บใข้ได้ป่วย  ทุกคนจะร้องออกพระนามพระเยซูคริสต์  ทุกคนจะจดจ่อไปที่พระเยซูคริสต์  ทุกคนจะรับประสบการณ์การอัศจรรย์ง่ายๆ  สรรเสริญพระเจ้า! ขอบพระคุณพระเจ้า!  นี่แหละครับ  การฟื้นฟูจิตใจ จิตวิญญาณของเราทั้งหลายได้เริ่มต้นขึ้นแล้วที่นี่ ที่ขอนแก่น  และเมื่อพี่น้องกลับไปบ้านของท่าน ท่านทั้งหลายก็พาการฟื้นฟูนั้นกลับไปด้วย อย่าลืมนะครับ การอัศจรรย์เกิดขึ้นได้ในชีวิตของคนทั้งหลายง่ายๆ  เพราะพระเยซูคริสต์ทรงพระชนม์อยู่และอยู่กับเราทั้งหลายที่นี่ ผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์  พระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ภายในเรา  อยู่กับเราทั้งหลายทุกหนแห่งที่เราไป  ฮาเลลูยา! ขอบคุณพระเจ้า  ต่อไปนี้ พวกเราจะร้องเรียกออกพระนามพระเยซูคริสต์  ฮาเลลูยา! พระองค์อยู่กับเราทั้งหลายในแผ่นดินไทยนี้  สรรเสริญพระเจ้า!
                การอัศจรรย์ที่เกิดนั้นใครทำ  ไม่ใช่พวกเราทำ  แต่องค์พระเยซูคริสต์ทำ  สรรเสริญพระเจ้า ที่พวกเราได้เห็นการอัศจรรย์หลากหลายจริงๆที่ได้เกิดขึ้นตลอด3วันนั้น  พระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่  ขอให้พระนามพระเยซูได้รับพระเกียรติทั่วทั้งแผ่นดินไทยนี้
                ขอบคุณพระเจ้าที่พระเจ้าพูดไปในทิศทางเดียวกัน  การฟื้นฟูนั้น ก็คือการฟื้นฟูในการประกาศ  ที่พระเจ้าบอกผมให้จุดไฟในคริสตจักรให้ติด เริ่มจากเล็กน้อยจนแพร่ลามไปทั้งโบสถ์และแพร่ต่อออกไปภายนอกด้วย  เมื่อวันที่ผมไปทานอาหารกับท่าน ก็ได้ถามว่าเรื่องการฟื้นฟูนั้น “ต้องรอคอยให้เกิดหรือเราลงมือทำให้เกิด”  สรรเสริญพระเจ้า คำตอบของท่านนั้น ผมชูมือสรรเสริญพระเจ้าสุดใจเลย เพราะท่านตอบว่า เราลงมือทำให้เกิด  นั้นเป็นสิ่งเดียวกับที่พระเจ้าบอกผม  ฮาเลลูยา!  พี่น้องจะเชื่อร่วมกันใช่ไหมครับว่า โดยพระคุณพระเจ้าที่มีต่อคนไทย  เราทั้งหลายจะร่วมมือกันทำให้การฟื้นฟูนี้เกิดขึ้นในแผ่นดินไทย  ให้ความหิวกระหายที่อยากจะเห็นคนไทยรอด ลุกลาม แพร่ขยายออกไปจากชีวิตของเรา  พระคุณพระเจ้านะครับที่มีต่อคนไทย  ไม่ใช่ตัวเราทำเอง แต่เราร่วมมือกับพระเจ้าทำให้สิ่งนี้บังเกิดขึ้น  ทุกคนทำได้  ทุกคนมีประสบการณ์ได้  ทุกคนประกาศได้  ทุกคนพบพระเยซูได้  ทุกคนหายโรคได้ ฯลฯ  ฮาเลลูยา สรรเสริญพระเจ้า   เอาเท่านี้ก่อนแล้วกันครับ  มีหลายสิ่งหลายอย่างอยู่ในใจ  พูดได้ไม่หมดครับ   

วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553

A) Word of God : เหตุการณ์ในยุดก่อนพระเยซูเสด็จมาและการเตรียมตัว


สำหรับเนื้อหาที่จะแบ่งปันในสัปดาห์ที่ผ่านมา(ซึ่งเพิ่งจะมีโอกาสได้เอาลงบล็อก) คือเรื่องเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมา เพื่อเราจะรู้ตัว เตรียมพร้อม และดำเนินชีวิตโดยการระแวดระวัง มัทธิวบทที่ 24 และในหนังสือพระกิตติคุณเล่มอื่นๆ  ได้พูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในยุคสุดท้าย ซึ่งเราจำเป็นต้องระมัดระวัง เตรียมตัว เตรียมพร้อมเพื่อไม่ถูกล่อลวงไป  มีเรื่องเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก่อนพระเยซูคริสต์จะเสด็จมาและเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่  พระคัมภีร์ใช้คำว่ายุคเก่าและยุคใหม่ในตอนต้นของบท  แสดงว่าการเสด็จมาของพระเยซูจะเป็นเหตุการณ์ตอนสิ้นสุดยุคเก่าซึ่งก็คือยุคที่เราอยู่ในปัจจุบันนี้  ไปสู่ยุคใหม่ซึ่งเป็นยุคพันปี  ยุคที่ไม่มีผีมารซาตานมาล่อลวงอีกต่อไปเพราะถูกคุมขังไว้ในคุกที่บาดาล  ยุคที่คนที่ฟื้นจากความตายครั้งแรกซึ่งก็คือพี่น้องคริสเตียนที่มีความเชื่อแท้จริง ไม่ได้เป็นแต่คริสเตียนในนาม จะได้ครอบครองร่วมกับพระคริสต์พันปี
ที่นี่ในเหตุการณ์ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะกลับมาซึ่งอยู่ในยุคเก่านั้นในมัทธิว บทที่ 24 จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง  ผมสรุปความคิดมาได้ 15 ข้อ  บางทีเมื่อพี่น้องอ่านพระคัมภีร์ พี่น้องอาจเห็นประเด็นปลีกย่อยมากกว่าผมก็ได้
1. คนมาอ้างนามว่าตัวเขาเป็นพระคริสต์
2. ข่าวลือเรื่องสงคราม
3. การต่อสู้กันระหว่างประชาชาติและราชอาณาจักร
4. การกันดารอาหารและแผ่นดินไหว
5. การอายัดกันและกัน
6. ประชาชาติเกลียดชัง
7. คนเป็นอันมากจะถดถอย
8. ผู้เผยพระวจนะปลอม ล่อลวงคนให้หลง
9. ความรักของคนส่วนมากจะเยือกเย็นลง
10. ความอธรรมแผ่กว้างออกไป
11. ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินพระเจ้าจะได้ประกาศออกไปทั่วโลก
12. เกิดสิ่งอันน่าสะอิดสะเอียนตั้งอยู่ในสถานที่บริสุทธิ์
13. เกิดความทุกข์ลำบากยิ่งใหญ่
14. มีพระคริสต์เทียมเท็จ ผู้ทำนายเทียมเท็จหลายคนเกิดขึ้น ทำหมายสำคัญการอัศจรรย์ ล่อลวงแม้ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรให้หลง
15. เป็นเหมือนสมัยของโนอาห์

                ผมเชื่อเหลือเกินว่าเราอยู่ในช่วงปลายยุคของยุคเก่าแล้ว และถ้าเรามีความเชื่อ รอคอย เราจะได้เห็นพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมาเห็นด้วยตาของเราเป็นแน่  ทำไมผมจึงเชื่อว่าผมจะได้เห็นพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมาด้วยตาของผม  เพราะในมัทธิวบทที่ 24 นี้ ได้พูดถึงเรื่องต้นมะเดื่อ  ต้นมะเดื่อนั้นได้แก่ประเทศอิสราเอล
เรารู้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในชั่วอายุเรา เพราะพระคัมภีร์บอกว่าดูจากต้นมะเดื่อเมื่อแตกกิ่งแตกใบ แตกกิ่งแตกใบก็คือต้นไม้นั้นมีชีวิตถึงแตกกิ่งแตกใบได้  เมื่อดูประเทศอิสราเอล เหมือนกับไม่มีชีวิตมาสองพันปีแล้ว  ประเทศอิสราเอลสูญหายไปจากแผนที่โลก  แต่สุดท้ายอิสราเอลได้กลับมารวมกันเป็นประเทศขึ้นมาใหม่ สำเร็จตามคำพยากรณ์ของพระเจ้า เมื่อปี 1948   ต้นมะเดื่อที่เคยเฉาตายไปในศตวรรษแรก ได้กลับมามีชีวิตขึ้นมาใหม่ในศตวรรษที่สิบเก้า    และพระคัมภีร์ได้บอกว่า     “ คนในชั่วอายุนี้จะไม่ล่วงลับไปก่อนสิ่งทั้งปวงนั้นบังเกิดขึ้น “  คนมีอายุอย่างมากก็ร้อยปี  นับจากปี 1948 ไป 100 ปี ก็คือปี 2048  ท่านคิดว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ไหม อีก 38 ปี  ดังนั้นสิ่งที่พระคัมภีร์ในบทนี้กำลังพูดถึง ข้าพเจ้าเชื่อเหลือเกินว่าอยู่ในรุ่นยุคเรามีชีวิตอยู่ 

ตอนท้ายของบทนี้พระคริสต์ให้ทำอย่างไร
44   เหตุฉะนั้น  ท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้  เพราะในโมงที่ท่านไม่คิดไม่ฝันนั้น  บุตรมนุษย์จะเสด็จมา
45   "ใครเป็นทาสสัตย์ซื่อและฉลาด  ที่นายได้ตั้งไว้เหนือพวกบ่าวทาสสำหรับแจกอาหารตามเวลา
46   เมื่อนายมาพบเขากระทำอยู่อย่างนั้น  ทาสผู้นั้นก็จะเป็นสุข
47   เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า  นายจะตั้งเขาไว้ให้ดูแลบรรดาข้าวของของท่าน
48   แต่ถ้าทาสนั้นชั่วและคิดในใจว่า  "นายของข้ามาช้า"
49   แล้วจะตั้งต้นโบยตีเพื่อนทาสและกินดื่มอยู่กับเพื่อนขี้เมา
50   นายของทาสผู้นั้น  จะมาในวันที่เขาไม่คิดในโมงที่เขาไม่รู้
51   และจะทำโทษเขาถึงสาหัส  ทั้งจะขับไล่ให้เขาไปอยู่ในที่ของพวกคนหน้าซื่อใจคด  ซึ่งที่นั่นจะมีแต่การร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

ก. เตรียมพร้อมไว้ รับการเสด็จมา  เราต้องเตรียมชีวิตของเราไว้ รักษาชีวิตของเราให้ดี ไม่หลงไปกับสิ่งยั่วยวนใจในโลกนี้
ข. พระเจ้าตั้งเราไว้เพื่อให้เราเป็นทาสที่สัตย์ซื่อและฉลาด ทำในสิ่งที่ได้มอบหมายให้ทำ  ในบทนี้นายมอบหมายงานให้ทำคือแจกอาหาร   สำหรับเราแล้ว งานที่พระเจ้ามอบหมายให้เราทำคืองานอะไร  ถ้าดูภาพกว้างๆของพระคัมภีร์ เราดูจากคำสั่งสุดท้ายก่อนพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ เช่น มัทธิว28:18-20  สั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของพระองค์  มาระโก16:15-20  ประกาศออกไปทั่วโลกด้วยหมายสำคัญการอัศจรรย์   ลูกา24:46-49   ประกาศโดยฤทธิ์เดชที่พระบิดาทรงสัญญาไว้  ยอห์น20:21  ใช้เราไป 
ค. ความสุขเป็นของบุคคลที่ได้ทำในบทบาทของตนเอง     เรามีของประทานแตกต่างกันหลากหลายอย่าง เรามีบทบาทแตกต่างกัน  เรามีกิจกรรมและงานรับใช้แตกต่างกัน  เรามีการสำแดงของพระวิญญาณแตกต่างกัน เหมือนดังที่ผมเคยแบ่งปันก่อนหน้านี้   แต่ทุกอย่างที่เรามีนั้นต้องตอบสนองต่อพระมหาบัญชาที่พระเยซูได้สั่งคริสเตียนทุกคนให้ทำ นั่นคือบทบาทของเรา
ง  นายจะตั้งไว้ให้ดูแลของมาก   เมื่อเราทำในสิ่งที่พระองค์ตรัสสั่งไว้  พระเจ้าจะเพิ่มพูนความรับผิดชอบให้เพิ่มมากขึ้น

                ขอพระเจ้าดูแลพี่น้องทุกคน ให้รู้กาลเวลาของพระเจ้าว่าพระเยซูคริสต์ใกล้จะเสด็จกลับมาแล้ว  ให้ทุกคนหมั่นศึกษาจดจำพระวจนะพระเจ้าไว้ในใจ เพื่อสามารถนำออกมาใช้ได้เมื่อต้องการใช้  ให้หลักการแห่งพระวจนะพระเจ้าเป็นเกราะกำบังเรา ไม่ให้เราถูกล่อลวงให้หลงไปตามคำชักจูงของโลก หรือคำสอนผิดต่างๆ  และให้เรามุ่งเน้นพาคนเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า  นั่นจึงจะเป็นสิ่งที่เราเตรียมพร้อมไว้รอรับการเสด็จกลับมาขององค์พระเยซูคริสต์ อาเมน... 

วันเสาร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2553

A) Word of God : ภาชนะที่มีเกียรติในบ้านใหญ่หลังหนึ่ง


                ครั้งก่อนๆ ผมได้แบ่งปันถึงชุมชนคริสเตียนที่อยู่ร่วมกันโดยให้ดูจากพระคัมภีร์ว่า พระเจ้าเปรียบเรากับสิ่งใดบ้าง เราได้ดูมาแล้ว 2 ครั้ง ภาพอวัยวะในพระกาย และภาพของทหารในกองทัพ  ครั้งนี้พระคัมภีร์ได้ให้ภาพตัวเราเปรียบเหมือนเป็นภาชนะที่พระเจ้าต้องการใช้และมีไว้ในบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง ใน 2 ทิโมธี  ซึ่งใน 2 ทิโมธีนี้ เปรียบเราไว้ในหลายภาพ เช่นภาพทหาร ภาพนักกีฬา ภาพกสิกร และภาพภาชนะ ซึ่งเราจะได้ศึกษากันในวันนี้
2Tim 2:20 แต่ว่าในบ้านใหญ่หลังหนึ่งๆมิได้มีแต่ภาชนะทองและเงินเท่านั้น แต่มีภาชนะไม้และภาชนะดินด้วย บ้างก็มีเกียรติ และบ้างก็ไร้เกียรติ
2Tim 2:21 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดชำระตัวให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้ เขาก็จะเป็นภาชนะที่มีเกียรติ ซึ่งคัดไว้แล้ว เหมาะที่นายจะใช้ให้เป็นประโยชน์ และถูกเตรียมไว้พร้อมสำหรับการดีทุกอย่าง

พระคัมภีร์ตอนนี้พูดถึงภาชนะ 2 ประเภท มีเกียรติและไร้เกียรติ  ซึ่งรวมกันอยู่ในบ้านใหญ่หลังหนึ่ง บ้านจะเปรียบได้กับอะไร  ก็คงเปรียบเหมือนกับที่ที่เราอยู่ร่วมกันเช่นเราอยู่ด้วยกันในบ้าน  คริสตจักรก็เป็นที่ที่คนมาอยู่รวมกัน เป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่ง พระคัมภีร์ได้บอกไว้ชัดเจนว่าเราต้องเข้าใจ เมื่อมีคนมาอยู่รวมกัน ไม่ได้มีเพียงภาชนะเงินหรือทอง ซึ่งเป็นภาชนะที่ดูมีค่ามีราคาเท่านั้น แต่ยังประกอบไปด้วยภาชนะที่ทำจากดินและไม้  ซึ่งนั่นก็เป็นสิ่งที่พระเจ้าทำในแต่ละคน  เราดูถูก เราดูหมิ่นภาชนะต่างๆไม่ได้ ภาชนะในบ้านใหญ่ไม่ได้ประกอบด้วยภาชนะอย่างเดียว แต่ประกอบไปด้วยภาชนะหลายอย่าง  อย่าคิดว่าตัวเองมีค่า พระเจ้าใช้มาก แล้วก็เริ่มไปดูหมิ่นดูถูกคนอื่นๆ แล้วก็คิดว่าพระเจ้าไม่ใช้คนนั้นคนนี้แบบที่เราเป็น  นี่เป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่พอพระทัยเรื่องการไปเปรียบเทียบซึ่งกันและกัน

ถ้าผู้ใดชำระตัวให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเขียนไว้ในข้อที่ 22-26 เขาจะเป็นภาชนะที่มีเกียรติ  ดูเหมือนตอนนี้พระคัมภีร์จะพูดถึงคุณสมบัติชีวิตของเรามากกว่า  สิ่งที่เราเป็นมากกว่าสิ่งที่เราทำ มากกว่าของประทานของเราหรือสิ่งที่เราทำเพื่อพระเจ้า  ดังนั้นสิ่งที่เราควรคำนึงในการที่พระเจ้าจะใช้เรา คือเรื่องชีวิตของเรามากกว่าสิ่งอื่นใด  เราดำเนินชีวิตเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าหรือยัง  เราหลุดพ้นจากราคะตัณหาของคนหนุ่มหรือยัง  เราสนใจใฝ่ใจในความชอบธรรม ความเชื่อ ความรัก สันติสุขหรือไม่  เราอยู่ร่วมกับผู้ที่ออกพระนามพระเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์หรือยัง  เราหลีกหนีจากปัญหาอันโง่เขลาและไร้สาระที่ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทหรือยัง เราเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่มีใจอ่อนสุภาพ ไม่ทะเลาะกับใครหรือยัง  เราสอนคนอื่นด้วยใจอดทนเหมาะจะเป็นครูหรือยัง  ด้วยใจอ่อนสุภาพสอนคนทั้งหลาย  นี่แหละคนที่จะถูกเลือกไว้เป็นภาชนะที่มีเกียรติ

ถ้าใครชำระตัวให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้ เขาก็จะเป็นภาชนะที่มีเกียรติที่นายหรือพระเจ้าได้คัดไว้แล้ว  คัดไว้แล้วเป็นภาชนะทองคำหรือเงิน เหมาะที่พระเจ้าจะเอาไว้ใช้ประโยชน์และเตรียมพร้อมสำหรับทำการดีทุกอย่าง

ครับ ถ้าใครประสงค์จะถวายตัวให้พระเจ้าใช้ได้มากๆ  เราก็ต้องเอาจริงเอาจังในการรักษาชีวิตของเราไว้ให้เป็นภาชนะที่พร้อมจะให้พระเจ้าใช้ได้มากได้   ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกท่านครับ

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553

C) Experience : อ.มัทธิวที่สิงคโปร์

          วันนี้ที่เขียนบล็อก ผมมาอยู่ที่สิงคโปร์ และได้ไปร่วมงานประชุมพิเศษของคริสตจักรVFCที่เชิญวิทยากรมา 5 ท่าน กระจายไปจัดตามที่ต่างๆของสิงคโปร์ อ.มัทธิวเป็นผู้หนึ่งใน 5 ท่านที่ได้มา งานจัดขึ้นที่กลางเมือง เวลา 19.00 น.เป็นต้นไป  ในงานนี้ที่ผมจะไปร่วม ผมเดาว่า เขาต้องเริ่มงานตรงเวลาแน่ เพราะลักษณะคนสิงคโปร์เป็นเช่นนั้น ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ร้องเพลงนมัสการ แล้วก็จบลงด้วยแนะนำวิทยากรโดยเปิดวีดีทัศน์ที่ทำโดยโบสถ์อ.มัทธิว มีภาพอ.มัทธิวไปเทศนาตามที่ต่างๆ เริ่มต้นด้วยการประกาศในประเทศไทย ภาพการอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นตามจังหวัดต่างๆ  ต่อมาก็เป็นฮ่องกง และประเทศอื่นๆ สุดท้ายก็คือประเทศอินเดียเอง สังเกตุโบสถ์่ท่านอาคารจะธรรมดาๆมาก แต่เต็มไปด้วยผู้คนที่มานมัสการที่นั่น เสร็จแล้วก็เป็นภาพการประชุมรวมกันทั้งหมดของโบสถ์อ.มัทธิว ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการประชุมกลางแจ้ง เพราะคนมากมายมหาศาลรวมกันอยู่ที่นั่น
         พอเริ่มต้นเทศนา ผมก็แปลกใจ ทำไมพวกนักดนตรี นักร้องยังอยู่บนเวทีหลังอ.มัทธิว  ผมก็เดาอีกแล้วว่า คงเตรียมร้องเพลงมั๊ง เพราะอ.มัทธิวชอบร้องเพลง  เมื่ออ.มัทธิว พร้อมล่ามภาษาจีนหนุนใจให้ที่ประชุมทำอะไรๆ สังเกตุว่าคนสิงคโปร์ไม่ค่อยแสดงออก ไม่ค่อยตอบสนองสิ่งที่อ.มัทธิวบอกให้ทำ อาจเป็นเพราะคนสิงคโปร์เป็นคนเคร่งเครียดหรือเปล่าก็ไม่ทราบ เลยไม่ค่อยแสดงออกมา (อันนี้ก็เห็นเพียงโบสถ์เดียวนะครับ โบสถ์อื่นไม่รู้จะเป็นอย่างนี้หรือเปล่า) ต่อมาอ.มัทธิวก็นำร้องเพลง  (อ้อ.. นี่เอง ถึงให้นักดนตรี นักร้องอยู่บนเวทีเวลาเทศนา) alive alive.. Jesus is alive.. ต่อด้วย In the name of Jesus  แล้วก็หนุนใจผ่านเพลงที่ร้องนั้น  อาจารย์บอกว่าจะเทศนาหลังจากอธิษฐาน  แล้วท่านก็เชิญคนที่มีปัญหาการนอนไม่หลับออกมาด้านหน้า  คนก็ออกมากันเต็ม  ผมสงสัยว่าคนสิงคโปร์มีปัญหาอย่างนี้กันมาก เพราะความเครียดหรือเปล่า นอกจากนั้นอาจารย์บอกว่า พระเจ้าบอกเรื่องอาการปวดหลังด้วย  แล้วท่านก็นำร้องเพลงอีก In the name of Jesus ๆ we have the victory บอกว่าเวลาที่ร้อง ให้เชื่อในสิ่งที่ร้องด้วย    แล้วก็ถามที่ประชุมว่า ใครรู้ว่ารับการรักษาแล้ว ยกมือขึ้น  อ.มัทธิวบอกว่า ผมไม่ได้แตะตัองตัวคุณใช่ไหม คนในห้องประชุมร้องเพลงนี้ และเชื่อในสิ่งที่ร้องใช่ไหม และเขาก็หายโรค  อาจารย์เชิญคนที่ยกมือมาด้านหน้า เพื่อจะเช็คอาการ  แล้วก็นำร้องเพลงอีก แด่พระองค์ผู้ประทับบนบัลลังภ์ Worthy worthy is the lamb  อาจารย์บอกว่า เมื่อเห็นการอัศจรรย์ ก็พิสูจน์ว่าพระเยซูอยู่ที่นี่  มีคนหนึ่งเป็นผู้ชายเจ็บที่ขามา 2 ปี ขึ้นมาบนเวที บอกว่า เมื่อร้องเพลง ก็หาย  แล้วอาจารย์ก็นำร้องเพลงนมัสการต่อ (ผมคิดว่า อาจารย์ไม่ต้องการให้คนติดกับอาจารย์ แต่ติดกับพระเยซู)  แล้วก็มีคนขึ้นมาเป็นพยานกันเต็มไปหมด ผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้ดีใจ ความเจ็บปวดหายไป อีกคนหนึ่งผู้ชายปวดหลัง 3 เดือน หาย อาจารย์บอกว่าอาจารย์ไม่ได้อธิษฐานเผื่อใช่ไหม  คุณร้องเพลงในพระนามพระเยซู แล้วก็หาย  อีกคนเป็นผู้หญิงเจ็บขา กระโดดได้  อีกคนผู้หญิงปวดหลัง 15 ปี  เมื่อร้องเพลงไม่ปวดอีกต่อไป  อีกคนก็ปวดหลังเป็นมามากกว่า 10 ปี ก็หาย  อีกคนคนแก่ปวดหลังหาย อีกคนชายที่ขึ้นมาพร้อมกับไม้ค้ำก็กระโดดโลดเต้นได้  สุดท้ายอาจารย์ลงไปข้างล่างอธิษฐานวางมือทีละคนอย่างรวดเร็ว  แล้วก็ขึ้นไปบนเวทีใหม่ สรุปว่า 3 คืน ให้มาดู Gospel in action, healing , miracle  แล้วอาจารย์ก็เทศนาต่อ และเล่าประสบการณ์ของท่านว่า 13 ปีที่แล้ว ท่านเป็นอัมพาตและพระเจ้ารักษาท่าน  ฯลฯ  สุดท้ายก็เรียกคนต้อนรับพระเยซู
          ครับ ก็เล่าให้ท่านทั้งหลายฟัง เพื่อท่านจะรู้จักอ.มัทธิว ก่อนที่ท่านจะมาค่ายเรา  ผมว่าท่านชอบการที่คนตอบสนอง ชอบหนุนใจคนให้มีความเชื่อ  และพบพระเจ้าเป็นส่วนตัวทุกคน  คนที่จัดโปรแกรมก็คงต้องเตรียมนักดนตรี นักร้อง ไว้ให้พร้อม  และมีเวลาให้ท่านมากพอควรด้วย เมื่อคืน อ.มัทธิวบรรยาย เริ่มจากทุ่มกว่าไปถึงสามทุ่มกว่า ทั้งบรรยายหนุนใจและนำคนมีประสบการณ์กับพระเจ้าหายโรคไปด้วย  ขอพระเจ้าได้รับพระเกียรติในทุกสิ่ง  ขอพระเจ้าลงมาทำการในคริสตจักรของเราเช่นกัน ให้เป็นคริสตจักรแห่งการอัศจรรย์  ให้พระนามพระเยซูคริสต์ไ้ด้รับการยกชูสูงขึ้น อาเมน..